
กสิกรลุยกินดอกเบี้ย
เน้นจับกลุ่มเอสเอ็มอีลูกค้ารายย่อยผนึกเมืองไทยฯขายผลิตภัณฑ์ร่วมกัน
เน้นจับกลุ่มเอสเอ็มอีลูกค้ารายย่อยผนึกเมืองไทยฯขายผลิตภัณฑ์ร่วมกัน
เคแบงก์ เล็งเป้าลูกค้าเอสเอ็มอีรายย่อย ดันเป้าสินเชื่อโต 11% คงหนี้เสียไม่เกิน 2.4%
นายธีรนันท์ ศรีหงส์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ธนาคารตั้งเป้าการเติบโตสินเชื่อในปีนี้ไว้ที่ 911% แบ่งเป็น สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ 46% สินเชื่อเอสเอ็มอี 1012% และสินเชื่อรายย่อย 1112% โดยจะรักษาสัดส่วนอัตราดอกเบี้ยสุทธิไว้ที่ระดับ 3.43.6%
ขณะเดียวกันจะพยายามสร้างรายได้ค่าธรรมเนียมให้เติบโตขึ้น 1315% ซึ่งรายได้ค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้นในปีนี้จะมาจากธุรกิจวาณิชธนกิจ และการขายประกันที่จะมีความร่วมมือระหว่างธนาคารกับบริษัท เมืองไทยประกันชีวิต เพิ่มขึ้น
“ในแง่ความเสี่ยง ปีนี้ธนาคารจะควบคุมระดับหนี้เสียเอาไว้ที่ระดับไม่เกิน 2.4% จะไม่เน้นเติบโตในเชิงสินทรัพย์หรือสินเชื่อมาก แต่เราอยากจะเป็นคนจัดและชวนเพื่อนๆ เข้ามาร่วมกันกระจายความเสี่ยง เพื่อไม่ให้เกิดความเสี่ยงกระจุกตัวในลูกค้ากลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมากจนเกินไป” นายธีรนันท์ กล่าว
นายกฤษฎา ล่ำซำ รองประธานกรรมการและประธานกรรมการกำกับดูแลกิจการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ธนาคารจะร่วมมือกับบริษัท เมืองไทยประกันชีวิต ยุทธศาสตร์การดำเนินธุรกิจของธนาคารกสิกรไทยและบริษัทเมืองไทยประกันชีวิตนับจากมีการปรับโครงสร้างการบริหารไปในช่วงเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา ในเชิงกลยุทธ์และผลิตภัณฑ์มากขึ้น เนื่องจากธนาคารได้วางเป้าหมายว่าภายใน 2 ปี ลูกค้าของธนาคารที่ปัจจุบันมีอยู่ราว 10.9 ล้านราย จะต้องมีผลิตภัณฑ์ประกันในสัดส่วน 45% และในทางกลับกัน ฐานลูกค้าของบริษัท เมืองไทยประกันชีวิต ที่มีอยู่ 1.5 ล้านราย ก็จะต้องมีผลิตภัณฑ์ของธนาคารในสัดส่วน 50%
“เราต้องการจะเป็นผู้ให้บริการทางการเงินรายใหญ่ที่มีบริการครบวงจรที่สุด ยุทธศาสตร์ของธนาคาร คือ ต้องการเป็นธนาคารหลักของลูกค้า เมืองไทยประกันชีวิตก็จะเป็นไปทิศทางเดียวกัน คือ ต้องเป็นบริษัทประกันหลักที่ลูกค้าเลือก ตอนนี้คนของแบงก์ขายประกันอยู่แล้ว แต่ต่อไปตัวแทนประกันอาจต้องนำเสนอผลิตภัณฑ์ธนาคารให้ลูกค้าด้วย” นายกฤษฎา กล่าว
อย่างไรก็ตาม ธนาคารยังไม่มีแผนจะเข้าไปถือหุ้นในบริษัท เมืองไทยประกันชีวิต เพิ่มเติมในเร็วๆ นี้ เนื่องจากสัดส่วนการถือครองผ่านบริษัท เมืองไทย โฮลดิ้ง ที่ 51% ในปัจจุบันยังเป็นอัตราที่สมดุลและเหมาะสมแล้ว และยังไม่มีแผนให้บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต เข้าจดทะเบียนในหลักทรัพย์ด้วย เพราะปัจจุบันเงินกองทุนของบริษัท เมืองไทยประกันชีวิต ก็สูงกว่าเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดค่อนข้างมาก







