
ขึ้นเบี้ยประกัน ยังไงก็ยันไม่อยู่
หลังจากที่รัฐบาลประกาศขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาททั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.ที่ผ่านมา จนทำให้ราคาสินค้าและบริการต่างๆ ทยอยขึ้นราคาทั้งหมด แต่เบี้ยประกันภัยรถยนต์ยังไม่ได้มีการปรับขึ้น เนื่องจากธุรกิจประกันยังมีการแข่งขันสูง ทำให้การขึ้นเบี้ยประกันเป็นทางเลือกสุดท้ายที่บริษัทประกันภัยจะทำ
หลังจากที่รัฐบาลประกาศขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาททั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.ที่ผ่านมา จนทำให้ราคาสินค้าและบริการต่างๆ ทยอยขึ้นราคาทั้งหมด แต่เบี้ยประกันภัยรถยนต์ยังไม่ได้มีการปรับขึ้น เนื่องจากธุรกิจประกันยังมีการแข่งขันสูง ทำให้การขึ้นเบี้ยประกันเป็นทางเลือกสุดท้ายที่บริษัทประกันภัยจะทำ
แต่เมื่อผ่านไตรมาสแรกมาแล้ว เริ่มเห็นบริษัทประกันภัยขึ้นเบี้ยประกันบ้างแล้ว โดย จิรวุฒิ บุญศิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยพาณิชย์สามัคคีประกันภัย เปิดเผยว่า ภายในเดือน พ.ค.นี้ บริษัทจะปรับค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์บางรุ่นขึ้นอีก 5-10% หรือประมาณ 1,000-2,000 บาทต่อกรมธรรม์ เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนของบริษัทที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของการซ่อมห้างที่มีต้นทุนสูงกว่าการซ่อมอู่ในเครือประมาณ 30% เมื่อเทียบกับความเสียหายระดับเดียวกัน ขณะที่ค่าเบี้ยซ่อมห้างราคาจะต่างจากค่าเบี้ยซ่อมอู่ในเครือประมาณ 10%
“เราจำเป็นต้องขึ้นค่าเบี้ยในรถบางรุ่น และเชื่อว่าลูกค้าคงเข้าใจและสามารถแบกรับภาระดังกล่าวได้ ซึ่งการปรับโครงสร้างด้านต้นทุนของบริษัทครั้งนี้ เพื่อเป็นการเพิ่มกำไรให้กับบริษัท จากช่วงปีที่ผ่านมาให้สามารถเติบโตใกล้เคียงกับยอดเบี้ยประกันภัยที่ตั้งเป้าหมายปีนี้ที่ 20-25%” จิรวุฒิ กล่าว
สำหรับผลการดำเนินงานในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา บริษัทมีเบี้ยประกันภัยรับ 1,315 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 38% จากงวดเดียวกันของปีก่อน และมีเบี้ยประกันภัยที่ถือเป็นรายได้สุทธิ 927 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% มีค่าใช้จ่ายในการรับประกันภัย 883 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 45% โดยมีกำไรสุทธิอยู่ 116 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9%
อย่างไรก็ตาม ในปีนี้บริษัทมีเป้าหมายรุกตลาดรายย่อยให้มากขึ้น และมีแผนปรับลดสัดส่วนรายได้จากช่องทางขายผ่านธนาคารไทยพาณิชย์ซึ่งเป็นบริษัทแม่ให้เหลือ 65% และช่องทางที่ไม่ผ่านธนาคารไทยพาณิชย์ หรือนันแบงก์ 35% เพื่อให้เกิดความสมดุลมากขึ้น โดยมีเป้าหมายติด 1 ใน 10 ของธุรกิจประกันภัยให้ได้ จากปัจจุบันที่ช่องทางขายผ่านธนาคารไทยพาณิชย์อยู่ที่ 71% และนันแบงก์ 29%
คาดว่าแนวโน้มการทำกำไรของบริษัทในปีนี้อยู่ในระดับดีกว่าช่วงปีที่ผ่านมา และคาดว่าช่วงปี 2557 บริษัทสามารถจ่ายเงินปันผลได้ตามปกติ หลังจากที่หยุดจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นติดต่อกันมาเป็นเวลา 2 ปีที่ผ่านมา
จิรวุฒิ กล่าวว่า ยอดเงินลงทุนปีนี้บริษัทยังคงสัดส่วนการลงทุนในตราสารทุนที่ 1% เช่นเดิม แม้ภาวะการลงทุนดังกล่าวอยู่ในระดับดีก็ตาม แต่ความผันผวนจากการลงทุนมีสูงอยู่มาก โดยยอดการลงทุนช่วงไตรมาสแรกของปีนี้มีทั้งสิ้น 5,546 ล้านบาท แบ่งออกเป็นพันธบัตรรัฐบาล 45% คิดเป็น 2,506 ล้านบาท เงินสดและเงินฝากธนาคาร 28% คิดเป็น 1,525 ล้านบาท หน่วยลงทุน 13% คิดเป็น 702 ล้านบาท หุ้นกู้ 13% คิดเป็น 731 ล้านบาท หุ้นทุน 1% คิดเป็น 80 ล้านบาท ที่เหลือลงทุนในสินทรัพย์อื่น
อย่างไรก็ดี ค่าแรงเป็นปัจจัยกดดันให้ขึ้นเบี้ยประกันรอบแรก แต่แรงกดดันรอบต่อไปจะมาจากกระบวนการดำเนินการปรับค่ารักษาพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุข ที่ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนตรวจสอบบัญชีทั้งหมด
ซึ่งทางผู้บริหารของกระทรวงสาธารณสุขได้ตีกันไว้ว่า การปรับค่ารักษาพยาบาลดังกล่าวจะไม่กระทบกับค่ารักษาพยาบาลของโรงพยาบาลเอกชน และก็ไม่ควรฉวยโอกาสขึ้นราคาจากข้ออ้างที่ภาครัฐจะปรับค่ารักษาพยาบาล และระบบประกันก็ไม่น่าจะขึ้นเบี้ยประกัน เพราะต้นทุนโรงพยาบาลเอกชนก็เป็นต้นทุนปัจจุบันอยู่แล้ว ไม่ได้เป็นการขึ้นต้นทุนและค่าธรรมเนียมต่างๆ
แม้จะมีการชี้แจงเช่นนี้ แต่ก็เป็นไปได้ว่าบริษัทประกันจะขึ้นเบี้ยประกัน หากไม่สามารถแบกต้นทุนไว้ได้







