
สถาปนิกปูทางสู่เออีซีเร่งยกระดับรับศึกตลาดอาเซียน
เปิดฉากงานสถาปนิก’56 ภายใต้แนวคิด “Borderless : แข่งขัน...แบ่งปัน” ปีนี้สิ่งที่ต้องจับตามองคงหนีไม่พ้นการหารือเรื่อง “สถาปนิกอาเซียน” ของกลุ่มองค์กรวิชาชีพสถาปนิก ซึ่งสอดรับกับธีมของงานที่ใช้ชื่อว่า “แข่งขัน แบ่งปัน” เพื่อสื่อสารว่า แม้จะอยู่ท่ามกลางการแข่งขันอย่างไร้พรมแดนในอนาคตเร็วๆ นี้ แต่ก็จำเป็นต้องแบ่งปันข้อมูลที่เป็นประโยชน์ให้กับวงการร่วมกัน
เปิดฉากงานสถาปนิก’56 ภายใต้แนวคิด “Borderless : แข่งขัน...แบ่งปัน” ปีนี้สิ่งที่ต้องจับตามองคงหนีไม่พ้นการหารือเรื่อง “สถาปนิกอาเซียน” ของกลุ่มองค์กรวิชาชีพสถาปนิก ซึ่งสอดรับกับธีมของงานที่ใช้ชื่อว่า “แข่งขัน แบ่งปัน” เพื่อสื่อสารว่า แม้จะอยู่ท่ามกลางการแข่งขันอย่างไร้พรมแดนในอนาคตเร็วๆ นี้ แต่ก็จำเป็นต้องแบ่งปันข้อมูลที่เป็นประโยชน์ให้กับวงการร่วมกัน
สมิตร โอบายะวาทย์ นายกสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า ปีนี้จะเป็นปีแรกที่จะมีนายกจากสมาคม หรือองค์กรวิชาชีพสถาปนิกจากประเทศในแถบอาเซียนมาหารือร่วมกันอย่างเป็นทางการ โดยเฉพาะตัวแทนจากประเทศเมียนมาร์ ซึ่งมาร่วมงานเป็นครั้งแรก ชี้ให้เห็นว่าเมียนมาร์เห็นความสำคัญของการยกระดับวิชาชีพสถาปนิกเช่นกัน เพราะกำลังขยายตัวในด้านงานก่อสร้างอย่างมาก
นอกจากนี้ สถาปนิก’56 ยังเป็นเวทีในการหารือเรื่องมาตรฐานกลางในด้านสถาปัตยกรรมด้วย คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้ โดยเป็นความร่วมมือแรกเริ่มของ 3 ประเทศ คือ สิงคโปร์ มาเลเซีย และไทย ซึ่งต้องยอมรับว่าในอาเซียน สิงคโปร์ถือเป็นเบอร์หนึ่งด้านสถาปัตยกรรม เกือบทุกอาคารในสิงคโปร์ยกระดับเป็น “กรีนบิลดิ้ง” หรืออาคารสีเขียวหมดแล้ว ขณะที่สถาปัตยกรรมของไทย ถือว่ามาตรฐานใกล้เคียงกับมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม
ปัจจุบันจำนวนสถาปนิกไทยที่ขึ้นทะเบียนประมาณ 1 หมื่นคน เทียบกับประชากร 65 ล้านคนแล้ว ถือว่าเข้าขั้นขาดแคลน
รัชด ชมภูนิช ประธานจัดงานสถาปนิก’56 กล่าวว่า จะให้ความสำคัญกับการเพิ่มความรู้เกี่ยวกับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ในปี 2558 เช่น การนำสถาปัตยกรรมในแถบเอเชียมานำเสนอเพื่อจุดประกายทางความคิดให้กับสถาปนิกรุ่นใหม่ๆ
นอกจากนี้ ยังให้ความรู้เรื่อง “สถาปนิกอาเซียน” โดยวิชาชีพสถาปนิกถือเป็น 1 ใน 8 วิชาชีพนำร่องที่สามารถเคลื่อนย้ายในแถบอาเซียนได้อย่างถูกต้องหลังเปิดเออีซี ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ไทยจะเปิดให้ต่างชาติทำงานในวิชาชีพสงวนอย่างสถาปนิกได้ และผู้ที่จะขึ้นทะเบียนเป็นสถาปนิกอาเซียนได้จะต้องมีคุณสมบัติตามที่สภาวิชาชีพกำหนดไว้
“คาดการณ์ว่าภายในปี 2558 จะมีสถาปนิกที่สนใจขึ้นทะเบียนประมาณ 30% ของสมาชิกระดับสามัญที่มีอยู่ 2,000 คน ซึ่งการเปิดเออีซีเป็นเรื่องดีที่จะทำให้สถาปนิกต่างชาติสามารถทำงานในไทยได้อย่างถูกต้อง ส่วนใหญ่มาจากสิงคโปร์ ไหลเข้ามาตามกลุ่มทุนสิงคโปร์ที่นิยมเข้ามาลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในไทย”
สำหรับการเปิดเออีซีกับสถาปนิกไทยต้องมองเป็นภาพบวก อย่ามองว่าสถาปนิกนอกจะเข้ามาแย่งงาน เพราะท้ายที่สุดต้องเปิดเสรีทางการค้าอย่างเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว สถาปนิกไทยจึงควรเร่งปรับตัว โดยเฉพาะการเพิ่มองค์ความรู้ในวิชาชีพทั้งสถาปัตยกรรมของไทยและต่างประเทศ รวมถึงต้องกล้าที่จะสื่อสารภาษาอังกฤษ ซึ่งยังเป็นจุดอ่อนของสถาปนิกไทย
นอกจากนี้ การที่ประเทศเพื่อนบ้านกำลังเติบโตมาก ทั้งเมียนมาร์ ลาว กัมพูชา การเปิดเออีซี เปิดให้มีสถาปนิกอาเซียนถือเป็นผลบวกกับสถาปนิกไทย ให้มีโอกาสรับงานต่างประเทศอย่างถูกต้อง และเป็นโอกาสในการแลกเปลี่ยนความรู้
จีน เป็นตัวอย่างที่ดีมากในการปรับตัว และผลักดันตัวเองให้เป็นที่ยอมรับในตลาดโลก โดยเฉพาะกรณีของ “หวัง ซู่” สถาปนิกชาวจีนคนแรกที่ชนะเลิศรางวัล สถาปัตยกรรมโลก "พริตซ์เกอร์ (Pritzker Prize)" ครั้งที่ 27 สะท้อนว่าโลกได้ยอมรับงานออกแบบของจีนแล้ว ซึ่งเป็นสิ่งที่สถาปนิกไทยควรเรียนรู้
ขณะที่ภาพรวมของงานปีนี้ ถือว่าคึกคักกว่าปีที่ผ่านมามาก และนวัตกรรมที่นำมาเสนอส่วนใหญ่ จะเน้นวัสดุประหยัดพลังงาน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ส่วนกลุ่มวัสดุสำเร็จรูป หรือบ้านสำเร็จรูป ก็เป็นนวัตกรรมที่โดดเด่นและได้รับความสนใจมาก เพราะสอดรับกับวิกฤตแรงงานขาดแคลน
สุเมธ อินทามระ รองกรรมการผู้จัดการสายงานการตลาดและส่งออก บริษัท นาม สุขภัณฑ์ ในเครือวิลเลรอย แอนด์ บอค กล่าวว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ไม่ได้มองแค่ตลาดในประเทศอย่างเดียวแล้ว แต่มองไปยังตลาดในภูมิภาค ซึ่งสุขภัณฑ์นามปีนี้ก็เตรียมแผนรุกอาเซียนมากขึ้นเช่นกัน
แม้เรื่องการเปิดเออีซีในวงการวิชาชีพสถาปนิกจะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่พูดกันมายาวนานกว่า 10 ปีแล้ว แต่ปีนี้ถือเป็นปฐมฤกษ์ที่มีความเคลื่อนไหวในการเตรียมแผนรับมือเปิดเออีซีอย่างจริงจัง







