
โจทย์ใหญ่ของผู้ประกอบการ
1 พ.ค.นี้ นับเป็นวันเฉลิมฉลองวันแรงงานแห่งชาติปีแรกที่แรงงานในประเทศไทยได้รับการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทเท่ากันทั่วประเทศ 300 บาท ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.ที่ผ่านมา สำหรับลูกจ้างผู้ใช้แรงงานแล้วย่อมเป็นการยกระดับมาตรฐานรายได้ให้สอดรับมากขึ้นต่อค่าครองชีพที่ถีบตัวสูงขึ้นในปัจจุบัน
1 พ.ค.นี้ นับเป็นวันเฉลิมฉลองวันแรงงานแห่งชาติปีแรกที่แรงงานในประเทศไทยได้รับการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทเท่ากันทั่วประเทศ 300 บาท ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.ที่ผ่านมา สำหรับลูกจ้างผู้ใช้แรงงานแล้วย่อมเป็นการยกระดับมาตรฐานรายได้ให้สอดรับมากขึ้นต่อค่าครองชีพที่ถีบตัวสูงขึ้นในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม การปรับค่าจ้างแรงงานอย่างก้าวกระโดดนี้ ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการที่มีต้นทุนแรงงานสูงขึ้น และมีผลต่อความสามารถในการแข่งขันในตลาดต่างประเทศของสินค้าบางกลุ่มได้
ขณะเดียวกันก็อาจมีผลต่อการตัดสินใจของนักลงทุนต่างชาติในการเลือกประเทศเป้าหมายการลงทุน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ยังต้องการอาศัยประโยชน์จากแรงงานต้นทุนต่ำ
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้ทำการติดตามและรวบรวมประเด็นของสถานการณ์ตลาดแรงงานไว้ได้น่าสนใจ
เครื่องชี้สถานการณ์ในตลาดแรงงาน ยังไม่สะท้อนผลกระทบที่ชัดเจนนัก แม้นโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท/วัน จะมีผลโดยสมบูรณ์มาระยะหนึ่งแล้ว โดยอัตราการว่างงานล่าสุดยังอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำเพียง 0.6% ในเดือน ก.พ. ซึ่งอาจเป็นตัวสะท้อนว่า สภาพความตึงตัวของตลาดแรงงานไทย โดยเฉพาะในกลุ่มแรงงานพื้นฐาน ทำให้เกิดสถานการณ์การปรับตัว โดยที่สาขาการผลิต ก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ และบริการบางประเภท เช่น บริการที่พักแรมและร้านอาหาร ที่ขาดแคลนแรงงาน เป็นส่วนที่สามารถดูดซับแรงงานบางส่วนที่ถูกเลิกจ้างในสาขาการผลิตอื่น และทำให้จำนวนผู้ถูกเลิกจ้างไม่เพิ่มขึ้นอย่างฉับพลัน เห็นได้จากจำนวนผู้ประกันตนที่ขึ้นทะเบียนขอรับผลประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานเนื่องมาจากการถูกเลิกจ้างอยู่ที่ 4,975 คน ไม่แตกต่างจากปีก่อน
ผู้ประกอบการในหลายๆ ธุรกิจได้มีการเตรียมการเพื่อปรับตัวต่อต้นทุนค่าแรงที่สูงขึ้น เช่น ลงทุนในเครื่องจักรและอุปกรณ์ ที่ช่วยลดการใช้แรงงานคน ซึ่งอานิสงส์จากค่าเงินบาทที่แข็งค่าในระยะนี้ ก็อาจช่วยให้ต้นทุนในการซื้ออุปกรณ์ที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศมีราคาถูกลงด้วย
พัฒนาระบบการทำงานหรือทักษะฝีมือแรงงาน เพื่อให้กระบวนการทางธุรกิจมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพิ่มผลผลิตได้มากขึ้น
มีการวางแผนบริหารจัดการด้านต้นทุน โดยหันไปลดต้นทุนด้านอื่นๆ เพื่อชดเชยกับค่าใช้จ่ายด้านพนักงานที่เพิ่มขึ้น
การปรับตัวของธุรกิจดังกล่าวน่าจะมีส่วนช่วยให้ความต้องการแรงงานเพื่อนำไปสร้างผลผลิตต่อหน่วยในระบบเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มลดลง โดยในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2556 จำนวนผู้มีงานทำเพิ่มขึ้นแค่ 1.2% จากค่าเฉลี่ยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้น 1.7%
ถ้าหากทั้งปีผู้มีงานทำยังคงเพิ่มในอัตรา 1.2% ดังกล่าว ขณะที่เศรษฐกิจไทยเติบโตในอัตรา 4.8% จะทำให้ผลิตภาพแรงงานไทยในปีนี้เพิ่มขึ้น 4% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ที่เพิ่มขึ้นเพียง 3%
แม้ว่าผลิตภาพหลังการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ แต่ก็ต้องยอมรับว่าอาจยังไม่เพียงพอที่จะชดเชยกับการเพิ่มขึ้นของต้นทุนแรงงานที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 32% ได้
จึงเป็นความท้าทายที่ผู้ประกอบการยังต้องให้ความสำคัญต่อการพัฒนาประสิทธิภาพแรงงานต่อเนื่องต่อไปอีก
สำหรับสถานการณ์ตลาดแรงงานในระยะข้างหน้า ผู้ประกอบการจะต้องเจอกับหลายปัจจัยกดดัน อาทิ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ยังคงเปราะบาง ทิศทางเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นค่อนข้างรวดเร็วเมื่อเทียบกับสกุลเงินที่เป็นประเทศคู่แข่ง ตลอดจนการทยอยปรับตัวขึ้นของต้นทุนวัตถุดิบ/เชื้อเพลิงบางประเภท ซึ่งอาจส่งผลทำให้บรรยากาศการดำเนินธุรกิจในช่วงที่เหลือของปี 2556 มีความอ่อนไหวมากขึ้น
แรงกดดันดังกล่าวอาจมีผลทางอ้อมให้แรงงานบางกลุ่มมีความเสี่ยงต่อการถูกเลิกจ้าง
จากการติดตามตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจต่างๆ ทำให้ประเมินว่าอัตราการว่างงานของไทยในปีนี้ยังคงมีโอกาสขยับขึ้นจาก 0.7% มาเป็น 0.8%







