
‘เอสเอ็มอีแบงก์’เข้าตาจน
คุยแก้หนี้เสียก้อนโตได้อื้อซ่า2.4พันล้านคาดจะหวนกลับมาเป็นหนี้เน่าเกือบ100%
คุยแก้หนี้เสียก้อนโตได้อื้อซ่า2.4พันล้านคาดจะหวนกลับมาเป็นหนี้เน่าเกือบ100%
เอสเอ็มอีแบงก์สางแก้หนี้เน่าได้ 2,400 ล้านบาท แต่คาดจะมีลูกหนี้ไหลกลับมาเป็นหนี้เสียอีกเกือบ 100%
นายพิชัย ชุณหวชิร ประธานกรรมการบริหาร และประธานคณะกรรมการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ฟื้นฟูธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการแก้ปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ของธนาคารในไตรมาสแรกว่า สามารถแก้หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ 2,400 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดหนี้เสียลดลงอยู่ในระดับ 3.07 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 31.92% ของยอดสินเชื่อคงค้าง
นายพิชัย กล่าวว่า ในปีนี้ธนาคารตั้งเป้าลดหนี้เสียลงเหลือ 2.8 หมื่นล้านบาท ซึ่งในส่วนนี้ได้มีการคำนวณรวมลูกหนี้ที่อาจตกชั้นซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อีกจำนวนหนึ่งด้วย
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาธนาคารได้ดำเนินการแก้ไขหนี้ดังกล่าวด้วยการปรับสถานะลูกหนี้ขึ้นเป็นลูกค้าปกติจำนวน 2,480 ล้านบาท และลูกค้ามีการปิดบัญชีและชำระเงินคืนธนาคารอีก 374 ล้านบาท จากจำนวนลูกหนี้ที่มาลงทะเบียนปรับโครงสร้างหนี้ทั้งหมด 3,500 ล้านบาท รวมถึงยังมีสินเชื่อตามนโยบายภาครัฐ (พีเอสเอ) ที่มีการชดเชยความเสียหาย ซึ่งได้รับการผ่อนผันการจัดเป็นสินทรัพย์เสี่ยงและไม่ต้องกันสำรองจากกระทรวงการคลังที่ไม่ควรนับเป็นหนี้เสียอีก 1,350 ล้านบาท
“ปัจจุบันเรามีหนี้เอ็นพีแอลอยู่ 3.12 หมื่นล้านบาท ซึ่งในส่วนนี้เราได้ดำเนินการแก้ไขและปรับสถานะลูกหนี้จนกลับมาเป็นลูกหนี้ปกติได้แล้ว 2,480 ล้านบาท แต่มีสิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับก็คือ ขณะเดียวกันก็มีลูกหนี้ที่แม้จะมีการปรับสถานะแล้ว มีโอกาสและความเป็นไปได้ที่จะไหลกลับมาเป็นหนี้เสียอีกครั้งกว่า 2,200-2,300 ล้านบาท ซึ่งตรงนี้เองธนาคารได้พยายามควบคุมและสกัดกั้นการไหลกลับของลูกหนี้กลุ่มนี้ด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อให้มีจำนวนที่น้อยที่สุด” นายพิชัย กล่าว
ประธานบริหารเอสเอ็มอีแบงก์ชี้แจงว่า กลุ่มลูกค้ากลุ่มที่มีโอกาสไหลกลับมาเป็นหนี้เสียส่วนใหญ่จะมีปัญหาในเรื่องสภาพคล่องและการบริหารงานภายในองค์กรมากกว่าปัจจัยเสี่ยงเรื่องอื่นๆ โดยเฉพาะเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน
สำหรับผลประกอบการนั้น ในไตรมาสแรกธนาคารมีกำไรอยู่ที่ 1,700 ล้านบาท แต่ได้นำไปกันสำรองเพื่อบริหารความเสี่ยง 1,350 ล้านบาท เนื่องจากอาจมีลูกค้าบางส่วนมีความเสี่ยงที่จะตกชั้นจากลูกค้าปกติเป็นหนี้เสีย ทำให้มีกำไรสุทธิ 350 ล้านบาท ขณะที่เงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงก็เพิ่มขึ้นเป็น 5.1% จาก 3.28%







