
ลิสซิ่งกสิกรฯจับตลาดปิกอัพ
แม้จะมีกระแสว่าตลาดรถยนต์ในปีนี้จะไม่ขยายตัวอย่างร้อนแรง หลังจากที่โครงการรถยนต์คันแรกได้หมดกำหนดไปเมื่อสิ้นปี 2555 แต่บริษัทลีสซิ่งทั้งหลายยังตั้งเป้าการเติบโตสูง และพยายามงัดกลยุทธ์การตลาดมาใช้ เพื่อให้ขยายงานได้เป็นไปตามเป้าหมาย
แม้จะมีกระแสว่าตลาดรถยนต์ในปีนี้จะไม่ขยายตัวอย่างร้อนแรง หลังจากที่โครงการรถยนต์คันแรกได้หมดกำหนดไปเมื่อสิ้นปี 2555 แต่บริษัทลีสซิ่งทั้งหลายยังตั้งเป้าการเติบโตสูง และพยายามงัดกลยุทธ์การตลาดมาใช้ เพื่อให้ขยายงานได้เป็นไปตามเป้าหมาย
สำหรับบริษัท ลีสซิ่งกสิกรไทย นั้น อัครนันท์ ฐิตสิริวิทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลีสซิ่งกสิกรไทย เปิดเผยแผนงานในปีนี้ว่า หลังจากนี้บริษัทจะให้ความสำคัญกับการปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อรถกระบะป้ายแดงให้มากขึ้น โดยปีนี้ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนให้ได้ถึง 50% และเป็นสินเชื่อรถเก๋ง 50% จากไตรมาสแรกที่ผ่านมาสินเชื่อรถกระบะอยู่ที่ 2527% เพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับสิ้นปีก่อนอยู่ที่ 15%
“การที่เราเน้นปล่อยกู้รถกระบะมากขึ้น เนื่องจากให้ผลกำไรมากกว่ารถเก๋ง 0.70.8% ซึ่งไตรมาสแรกที่ผ่านมาที่เราได้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิถึง 1.67% เมื่อเทียบกับสิ้นปีก่อนอยู่ที่ 1.62% ปัจจัยหลักก็มาจากสัดส่วนการปล่อยกู้รถกระบะที่เพิ่มขึ้น โดยวางกลยุทธ์จับกลุ่มลูกค้าเอสเอ็มอีหรือผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็กเป็นหลัก” อัครนันท์ กล่าว
สำหรับผลการดำเนินงานในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมาบริษัทปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ 21,109 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 3,590 ล้านบาท หรือ 20% และมีกำไร 123 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 43%
ทั้งนี้ แบ่งเป็นสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ใหม่ 9,077 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 398 ล้านบาท หรือ 4% และเป็นสินเชื่อผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ 12,032 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 3,192 ล้านบาท หรือ 36% และสูงกว่าเป้าที่ตั้งไว้ 23.4%
อัครนันท์ กล่าวว่า ในส่วนของสินเชื่อคงค้าง อยู่ที่ 84,326 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17,505 ล้านบาท เทียบกับไตรมาสแรกของปีก่อน โดยมีสัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอล อยู่ที่ 0.79% ต่ำกว่ายอดเอ็นพีแอลไตรมาสแรกของปีก่อน อยู่ที่ 0.97% และต่ำกว่าเอ็นพีแอลเป้าหมาย ซึ่งตั้งไว้ที่ระดับ 0.81% โดยในส่วนของเอ็นพีแอลจากโครงการรถคันแรกนั้นก็ไม่น่าห่วง เนื่องจากบริษัทปล่อยกู้ไปเพียง 3 หมื่นคันเท่านั้น และมีการติดตามหนี้อย่างใกล้ชิด
อย่างไรก็ตาม โดยภาพรวมหลังนโยบายรถยนต์คันแรกที่ได้สิ้นสุดลงไปแล้ว มีส่วนอย่างมากที่ทำให้ตลาดรถยนต์ในปีนี้มีทิศทางที่หดตัวลง แต่ยอดขายรถยนต์ในเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ยังคงทำตัวเลขได้ถึง 156,951 คัน เป็นการส่งสัญญาณว่ายอดขายรถยนต์ในประเทศไทยในปี 2556 นี้ อาจจะไม่แย่ลงมากอย่างที่หลายฝ่ายกำลังตื่นตระหนก อีกทั้งยังมีการเปิดตัวรถยนต์ของหลายค่าย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่จะช่วยกระตุ้นยอดขายรถยนต์ในประเทศให้ขยายตัวได้เป็นอย่างดี แต่คงเป็นปี 2557 มากกว่าที่อุตสาหกรรมรถยนต์จะน่าห่วง เนื่องจากไม่มีปัจจัยบวกมากระตุ้นแล้ว
นายอิสระ วงศ์รุ่ง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ลีสซิ่งกสิกรไทย กล่าวว่า ภาพรวมของธุรกิจเช่าซื้อในไตรมาสแรกที่ผ่านมา ยังคงมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตามยอดจำหน่ายรถยนต์ในประเทศที่มีถึง 412,680 คัน โดยคาดว่าภายในไตรมาส 2 จะมีการส่งมอบรถยนต์ในโครงการรถคันแรกได้เกือบทั้งหมด ทำให้ยอดขายส่วนใหญ่ประมาณ 2 ใน 3 ในปีนี้ จะเกิดขึ้นภายในครึ่งแรกของปี ขณะที่ยอดขายรวมในปี 2556 คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณไม่ต่ำกว่า 1.2 ล้านคัน ส่งผลให้ยอดคงค้างสินเชื่อเพื่อเช่าซื้อรถยนต์ในระบบสถาบันการเงินในปี 2556 จะขยายตัวในทิศทางที่ชะลอลงเป็นประมาณ 2025% เทียบกับอัตราการขยายตัว 34% ในปี 2555 จากประมาณการเดิมที่คาดว่าจะขยายตัวราว 2733%
สำหรับปัจจัยดังกล่าว ทำให้ผู้ประกอบการให้สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ต่างเตรียมรับมือกับภาวะสินเชื่อใหม่ที่ชะลอตัวลง ซึ่งจะปรากฏชัดเจนในช่วงครึ่งหลังของปี 2556 ทั้งปัจจัยจากการส่งมอบรถยนต์ที่ชะลอตัว และจากฐานเปรียบเทียบที่สูงในช่วงเดียวกันปีก่อน โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ต้องขยายขอบเขตธุรกิจไปยังตลาดใหม่ อาทิ ตลาดสินเชื่อรถแลกเงิน และการรุกขยายสินเชื่อรถยนต์เฉพาะประเภทมากขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์รายอื่น ต่างขยายตลาดของตนให้กว้างขึ้น ทั้งด้านเครือข่ายบริการให้ครอบคลุมพื้นที่ต่างจังหวัด และด้วยการรุกตลาดประเภทอื่น เช่น สินเชื่อรถจักรยานยนต์ สินเชื่อรถมือสอง และสินเชื่อรถแลกเงิน
ทั้งนี้ แรงหนุนในตลาดจะมาจากการที่ผู้ประกอบการให้สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ต่างทยอยเข้าสู่ตลาดสินเชื่อรถแลกเงินเพิ่มขึ้นในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากเป็นกลุ่มธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนสูง จึงมีส่วนช่วยพยุงความสามารถในการทำกำไรให้กับธุรกิจได้ ในภาวะที่การแข่งขันในตลาดเช่าซื้อรถใหม่รุนแรง อีกทั้งปัจจุบันทิศทางความต้องการสินเชื่อเพื่ออุปโภคบริโภคในกลุ่มครัวเรือนที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทำให้เป็นโอกาสที่จะขยายตลาดสินเชื่อประเภทนี้ได้เพิ่มขึ้น เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยโดยเฉลี่ยต่ำกว่าสินเชื่อส่วนบุคคลโดยทั่วไป







