
ไนน์ คัลเจอร์ ของแต่งบ้านหลากวัฒนธรรม
หลังตัดสินใจออกจากงานประจำ ในตำแหน่ง อินทีเรียร์ ดีไซเนอร์ พร้อมหันมาเป็นฟรีแลนซ์ช่วงระยะหนึ่ง ทำให้ พัฐทกานต์ สิริมหาวงศ์ มองเห็นโอกาส
โดย...ดวงใจ จิตต์มงคล
หลังตัดสินใจออกจากงานประจำ ในตำแหน่ง อินทีเรียร์ ดีไซเนอร์ พร้อมหันมาเป็นฟรีแลนซ์ช่วงระยะหนึ่ง ทำให้ พัฐทกานต์ สิริมหาวงศ์ มองเห็นโอกาสสู่การเป็นเจ้าของธุรกิจส่วนตัว ด้วยการเปิดร้านขายของตกแต่งภายใน เฟอร์นิเจอร์แต่งบ้าน ภายใต้ชื่อร้าน ดีไนน์ (D 9th) สาขาแรกที่ สวนลุม ไนท์บาซาร์
ซึ่งได้การตอบรับดีจากลูกค้าชาวไทยและต่างชาติ โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในวงการศิลปะนักออกแบบ ที่เสาะหาของแต่งบ้านแปลกๆไม่เหมือนใคร
เมื่อ สวนลุม ไนท์บาซาร์ ปิดตัวลง พัฐทกานต์ได้รับการติดต่อจากศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ให้เข้ามาเช่าพื้นที่เปิดร้านของตกแต่งบ้านอีกครั้ง พร้อมปรับชื่อใหม่ เป็น ไนน์ คัลเจอร์ (9th Culture) ซึ่งมีที่มาคำว่า ไนน์ หรือเลขเก้า (9) นั้น มาจากตัวของเขาเอง ซึ่งเป็นลูกคนสุดท้องลำดับที่ 9 ของครอบครัว รวมกับคำว่า คัลเจอร์ หรือ Culture ในภาษาอังกฤษ หมายถึง วัฒนธรรม จึงกลายเป็นร้านที่รวบรวมสินค้า เฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้านที่หลากหลาย สไตล์ต่างๆ จากทั่วทุกมุมโลก
ทั้งที่ตัวเขาเป็นผู้สั่งนำเข้ามาทำตลาดเอง โดยอาศัยความชื่นชอบหรือรสนิยมตัวเองเป็นหลัก บวกกับตามคำสั่งของลูกค้า ที่ต้องการสินค้าหรือเฟอร์นิเจอร์ในรูปแบบต่างๆ เข้ามาจำหน่ายด้วยเช่นกัน
สำหรับทุนประเดิมก้อนแรกซึ่งรวมค่าของด้วย ในการเปิดร้าน “ไนน์ คัลเจอร์” ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น5 อยู่ที่ประมาณ 2 ล้านบาท บนพื้นที่ราว 2223 ตร.ม. ซึ่งปัจจุบัน ไนน์ คัลเจอร์ อยู่ในตลาดมานาน 5-6 ปี มีกลุ่มลูกค้าหลักๆ ทั้งชาวไทยและต่างชาติ รวมถึงเหล่านักออกแบบตกแต่งภายในที่ต้องการสินค้าของแต่งบ้าน รวมถึงเฟอร์นิเจอร์ที่ไม่เหมือนใครในตลาด สามารถมาดูและเลือกซื้อสินค้าได้ที่นี่ ซึ่งมียอดขายถึงจุดคุ้มทุนไปแล้วเมื่อหลายปีก่อนแล้ว จากงบลงทุนเบื้องต้นที่ 2 ล้านบาท สำหรับสาขาเซ็นทรัลเวิลด์
พัฐทกานต์ มองว่า ตลาดเฟอร์นิเจอร์หรือของตกแต่งบ้านในขณะนี้มีแนวโน้มเติบโตดี จากแนวโน้มการขยายตัวของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่มีโครงการใหม่ๆ เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งลูกค้าของร้านมีทั้งลูกค้าทั่วไปและกลุ่มโครงการอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ ที่ต้องการของตกแต่งบ้านเป็นจำนวนมาก เป็นโอกาสของธุรกิจที่เกี่ยวข้อง
“ใช่ว่าทุกคนที่สนใจจะกระโดดเข้ามาในตลาดเฟอร์นิเจอร์หรือของตกแต่งบ้านได้ง่ายๆ เพราะมองว่าเป็นธุรกิจที่ต้องอาศัยองค์ประกอบหลายส่วนประกอบกัน โดยเฉพาะความรู้ ความเข้าใจด้านศิลปะ รสนิยม การติดตามเทรนด์สี หรือเทรนด์การออกแบบ เป็นต้น ที่สำคัญในตลาดหรือธุรกิจนี้ จะต้องมีเครือข่ายหรือคนในวงการเดียวกันที่สามารถแบ่งปันข้อมูล หรือการส่งต่องานระหว่างกันได้” พัฐทกานต์ กล่าว
ล่าสุด พัฐทกานต์ตัดสินใจเปิดร้านขายของตกแต่งบ้านแบรนด์ใหม่อีก 2 แบรนด์ ในโครงการตลาดนัดสวนจตุจักร คือ “วิลล่า เซ็ปเทมเบอร์” (Villa September) ใช้งบลงทุนเบื้องต้นราว 2 ล้านบาท เน้นสินค้าในรูปแบบเอเชียน สไตล์ ส่วนอีกแบรนด์ คือ พร็อพ ยูนิต (Prop Unit) โดยสินค้าแบรนด์นี้จะเน้นโมเดิร์น สไตล์ มีความร่วมสมัยแตกต่างจากสองแบรนด์แรก
สำหรับสินค้าที่จำหน่ายในร้านทั้ง 3 แบรนด์นั้นจะมาจากแหล่งผลิตในประเทศที่ทางร้านเป็นผู้จ้างผลิต แบ่งออกเป็นกลุ่มสินค้าเฟอร์นิเจอร์จากวัสดุสเตนเลสจะอยู่ที่ย่านสุทธิสาร ส่วนกลุ่มเฟอร์นิเจอร์จากวัสดุทองเหลืองและเรซิ่นจะมาจากย่านพุทธมณฑล ผลิตในประเทศมีสัดส่วน 40% อีก 60% นำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ ส่วนใหญ่จะมาจากญี่ปุ่น จีน อินโดนีเซีย เวียดนาม เป็นต้น
พัฐทกานต์ กล่าวว่า รายได้ของธุรกิจร้านเฟอร์นิเจอร์ทั้ง 3 แบรนด์อยู่ในระดับที่น่าพอใจ สอดคล้องกับความต้องการของตลาด โดยปัจจุบันมีรายได้หมุนเวียนเฉลี่ยหลักแสนบาทต่อเดือนขึ้นไป ในอนาคตยังเตรียมแผนต่อยอดพัฒนาสินค้ากลุ่มเฟอร์นิเจอร์แบบลอยตัวออกมาทำตลาดด้วย เพื่อสร้างความแตกต่างไปจากเจ้าของสินค้าแบรนด์รายใหญ่ที่ผลิตเฟอร์นิเจอร์จำนวนมากออกมาทำตลาด และมักมีขนาดเหมือนๆ กัน
“ตอนนี้มีแผนจะผลิตของแต่งบ้าน หรือเฟอร์นิเจอร์ภายในที่พักอาศัย ที่มีขนาดพอเหมาะกับพื้นที่ในที่พักของลูกค้าตามออร์เดอร์ด้วย ซึ่งสินค้าจะมีความแตกต่างไปจากเฟอร์นิเจอร์บิวต์อินในปัจจุบัน โดยแนวทางนี้ยังจะทำให้ตัวสินค้ามีมูลค่าเพิ่มขึ้น และมีราคาสูงกว่าสินค้าประเภทเดียวกันในตลาดด้วย” พัฐทกานต์ กล่าวทิ้งท้าย







