10 ปีไปรษณีย์ไทย ดันธุรกิจใหม่ สร้างรายได้
บริษัท ไปรษณีย์ไทย มีอายุครบ 10 ปี วันที่ 4 ส.ค.ในปีนี้ หลังการสื่อสารแห่งประเทศไทยแยกตัวออกเป็น กสท โทรคมนาคม และไปรษณีย์ไทย
โดย...ณัฐวรรณ ฉลองขวัญ
บริษัท ไปรษณีย์ไทย มีอายุครบ 10 ปี วันที่ 4 ส.ค.ในปีนี้ หลังการสื่อสารแห่งประเทศไทยแยกตัวออกเป็น กสท โทรคมนาคม และไปรษณีย์ไทย ซึ่ง ณ วันนี้ แม้เป็นยุคที่การส่งจดหมายเริ่มได้รับความนิยมน้อยลงเรื่อยๆ แต่ไปรษณีย์ไทยสามารถหารายได้เลี้ยงตัวเอง สามารถมีรายได้เกือบ 2 หมื่นล้านบาท และมีกำไรมากกว่า 1,000 ล้านบาทในปัจจุบัน ซึ่งไปรษณีย์ไทยก็ไม่หยุดแผนธุรกิจใหม่ๆ ที่จะช่วยสร้างรายได้ให้มากขึ้นไม่เพียงแต่ความสามัคคีและพลังบวกของพนักงานในองค์กรจะเป็นปัจจัยสำคัญแล้ว การไม่หยุดคิดที่จะนำเสนอบริการใหม่ๆ และทำงานในเชิงรุกอยู่ตลอดเวลา ถือเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ไปรษณีย์ไทยกลายเป็นต้นแบบที่ดีสำหรับหน่วยงานรัฐวิสาหกิจอื่นๆ ของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ที่ต้องเรียนรู้การ “พึ่งพาตัวเอง”
อานุสรา จิตต์มิตรภาพ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ไปรษณีย์ไทย กล่าวว่า ในปีนี้จะได้เห็นธุรกิจใหม่ของไปรษณีย์ คือ การให้เช่าสถานที่จัดงาน โดยใช้บริเวณชั้นบนของอาคารไปรษณีย์กลาง บางรัก ที่ทำการไปรษณีย์แห่งแรกของไทย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับปรุง ซ่อมแซม จากอายุการใช้งานที่ยาวนาน โดยชั้นล่างจะเป็นบริการไปรษณีย์เหมือนเดิม ส่วนพื้นที่ว่างชั้นบนที่มีประมาณ 1,000 ตร.ม. จะนำมาสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยการเปิดให้เช่าเพื่อทำกิจกรรมต่างๆ
“เราสร้างมูลค่าเพิ่มจากสิ่งที่มีอยู่ได้ และปีนี้เป็นปีที่ปรับปรุงอาคารบางรักพอดี เลยตกแต่ง ทั้งหมดเพื่อสามารถให้บริการเช่าได้เลย ซึ่งจะมีจุดเด่นตรงที่ทำการบางรักนั้นมีความคลาสสิกอยู่แล้ว โดยได้ผ่านความเห็นชอบจากกรมธนารักษ์และได้รับการรับรองจากกรมศิลปากรด้วย” อานุสรา กล่าว
นอกจากนั้น ยังมีแผนการดำเนินงานมุ่งเน้นไปที่บริการโลจิสติกส์ ที่สามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จาก 10% เป็น 20% โดยสินค้าที่มีการขนส่งมากที่สุด คือ รถจักรยานยนต์ที่มีจำนวน 500 คันต่อวัน เฉลี่ยราคาคันละ 1,000-3,000 บาท ซึ่งมั่นใจว่าในอนาคตจะมีรายได้จากบริการโลจิสติกส์เพิ่มขึ้น เพราะความนิยมในการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ที่เติบโตขึ้น และนโยบายสนับสนุนด้านโลจิสติกส์ของรัฐบาล โดยตลาดโลจิสติกส์มีมูลค่าสูงถึงราวปีละ 3 แสนล้านบาท
นอกจากนั้น ยังนำเสนอบริการใหม่ๆ เพิ่มเติม เช่น บริการไปรษณีย์ไทยถึงบ้าน (โพสต์แอตโฮม) นำร่องนำจ่ายค่าป่วยจากกระทรวงสาธารณสุขถึงประชาชน 5 ล้านครัวเรือน และในอนาคตจะพัฒนาสู่การรับชำระค่าบริการสาธารณูปโภคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า และค่าโทรศัพท์ โดยอาศัยการบูรณาการและเชื่อมข้อมูลของหน่วยงานรัฐ และจะเริ่มให้บริการที่ 4 จังหวัด คือ จ.เชียงใหม่ ลพบุรี พังงา และร้อยเอ็ด
นอกจากธุรกิจใหม่ที่จะได้เห็นในปีนี้แล้ว ไปรษณีย์ไทยเองก็ยังเตรียมพร้อมในการก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) เช่นกัน ซึ่งบริการไปรษณีย์จะแตกต่างจากบริการอื่นๆ ที่เปิดเสรีให้ประเทศอื่นเข้ามาลงทุนได้ แต่จะเป็นในลักษณะความร่วมมือกัน 10 ประเทศ หรือวัน โพสต์ อาเซียน (One Post ASEAN) ซึ่งได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ไปเมื่อปลายปีที่ผ่านมา และไทยได้รับเลือกให้ทำหน้าที่ประธานความร่วมมือครั้งนี้ ซึ่งเป็นข้อตกลงว่าทั้ง 10 ประเทศ จะไม่ให้บริการแข่งขันกันเอง แต่จะเป็นในลักษณะการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี บุคลากร หรือการช่วยเหลือให้บริการไปรษณีย์แต่ละประเทศมีความราบรื่นมากขึ้น โดยเฉพาะอัตราค่าบริการต่างๆ เช่น ธนาณัติระหว่างประเทศ บริการไปรษณีย์ บริการขนส่งพัสดุภัณฑ์ (โลจิสติกส์) จะถูกลงกว่าการใช้บริการจากบริษัทเอกชน
“ไทยได้รับเลือกให้ทำหน้าที่ประธานโพสต์ อาเซียน เพราะจุดเด่นในเรื่องของการเข้าถึงและเข้าใจและสามารถเชื่อมทั้ง 9 ประเทศได้ ดังนั้นจะพยายามนำเสนอและช่วยกันพัฒนาให้ทุกประเทศเติบโตไปพร้อมๆ กัน” อานุสรา กล่าว
สำหรับการก้าวสู่วัน โพสต์ อาเซียน ของไทย จะเริ่มจากเพิ่มเวลาให้บริการจุดส่งของบริเวณชายแดนให้ถี่มากขึ้น จากเดิมที่อ.อรัญประเทศ ให้บริการวันละ 2 ครั้ง จะเพิ่มเป็น 34 ครั้งต่อวัน เพื่อรองรับปริมาณการถ่ายโอนพัสดุภัณฑ์ที่จะเพิ่มมากขึ้นหลังเปิดเออีซี จากการที่มีแรงงานของประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาทำงานในไทยมากขึ้น
และต้องการส่งเงิน หรือ สิ่งของกลับไปยังประเทศของตัวเอง ซึ่งโดยปกติจุดโอนถ่ายของมีไว้รองรับการส่งของชายแดน จากปอยเปต เสียมราฐ เป็นต้นอานุสรา กล่าวว่า ไปรษณีย์ไทยจะทำงานอย่างไม่หยุดนิ่ง เพื่อผลักดันไปรษณีย์ให้มีรายได้เติบโตเพิ่มขึ้น 10-15% ทุกปีเป็นเครื่องการันตีว่าไปรษณีย์ไทยยังยิ้มได้แม้ในวันที่คนไทยเลิกส่งจดหมายแล้วก็ตาม


