
คาดเฟดยังคงมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ
การประชุมเฟด 30 เม.ย.- 1 พ.ค. 2556 คาดเฟดยังคงมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณอย่างต่อเนื่อง
การประชุมเฟด 30 เม.ย.- 1 พ.ค. 2556 คาดเฟดยังคงมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณอย่างต่อเนื่อง
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ในการประชุม ณ วันที่ 30 เมษายน – 1 พฤษภาคม 2556 นี้ เฟดน่าจะยังคงขนาดของการซื้อสินทรัพย์ที่ 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ/เดือนต่อเนื่องถึงช่วงปลายปี 2556 เป็นอย่างน้อย หลังการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในไตรมาส 1/2556 ออกมาค่อนข้างผิดหวัง โดยการปรับลดรายจ่ายภาครัฐฯ รวมทั้งการสิ้นสุดมาตรการปรับลดภาษีการจ้างงาน ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการฉุดรั้งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อในปัจจุบันที่อยุ่ในระดับต่ำอาจเป็นปัจจัยสนับสนุนให้เฟดยังคงมีความยืดหยุ่นในการดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลายเชิงปริมาณอย่างต่อเนื่อง
การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงต้องเผชิญแรงกดดันต่อเนื่อง จากการปรับลดงบประมาณ และการหมดอายุลงของมาตรการการปรับลดภาษีการจ้างงาน
ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในช่วงไตรมาส 1/2556 จะสามารถขยายตัวได้ 2.5% (QoQ s.a.) ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลของฐานที่จีดีพีไตรมาสก่อนขยายตัวเพียง 0.4% แต่หากพิจารณาถึงรายละเอียดขององค์ประกอบใน GDP สหรัฐฯ จะพบว่า ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับประเด็นด้านการคลังได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ โดยการลงทุนภาคเอกชนเริ่มชะลอตัวลง สอดคล้องกับเครื่องชี้ภาคการผลิตที่เริ่มสะท้อนทิศทางการขยายตัวที่ชะลอลงของกิจกรรมการผลิตในระยะข้างหน้า ขณะที่เครื่องชี้ภาคการบริโภคอันได้แก่ ยอดค้าปลีกและความเชื่อมั่นผู้บริโภคก็เริ่มปรับตัวลดลง สะท้อนถึงมุมมองที่แย่ลงของผู้บริโภคสหรัฐฯ ที่ส่วนหนึ่งคงได้รับผลกระทบจากการสิ้นสุดของมาตรการปรับลดภาษีการจ้างงาน (Payroll-Tax Cut) และการปรับขึ้นภาษีเงินได้ อันจะเห็นได้จากการขยายตัวของรายได้หลังหักภาษี (Disposable Income) ของอเมริกันชนที่ปรับลดลง นอกจากนี้ การปรับลดงบประมาณของสหรัฐฯ ยังมีผลกดดันการฟื้นตัวของตลาดแรงงาน ผ่านการจ้างงานของภาครัฐที่คงปรับลดลง
ทั้งนี้ เศรษฐกิจสหรัฐฯ ในระยะข้างหน้ายังคงต้องเผชิญกับผลกระทบจากการปรับลดรายจ่ายมูลค่า 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และความไม่แน่นอนเกี่ยวกับประเด็นการขยายเพดานหนี้สาธารณะ ที่มาตรการผ่อนผันชั่วคราวจะหมดอายุลงในช่วงกลางเดือน พ.ค. 56 นี้ และภาคการเมืองยังไม่สามารถหาข้อยุติในประเด็นดังกล่าวได้ ซึ่งนำไปสู่ความเสี่ยงที่รัฐบาลสหรัฐฯ อาจผิดนัดชำระหนี้ รวมทั้งมีความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ อาจต้องเผชิญกับมาตรการปรับลดงบประมาณเพิ่มเติม เพื่อแลกกับการขยายเพดานหนี้สาธารณะ ซึ่งจะกลายเป็นปัจจัยกดดันการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่องต่อไป
มาตรการผ่อนคลายของเฟดยังคงจำเป็นต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แต่คาดว่าเฟดอาจพิจารณาปรับลดขนาดของการซื้อพันธบัตรในช่วงปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า หากพัฒนาการของตลาดแรงงานปรับตัวดีขึ้น กว่าระดับในปัจจุบัน
แม้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะทยอยฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง แต่พัฒนาการของภาคการบริโภคและภาคการผลิตซึ่งได้รับผลกระทบอย่างมากในช่วงวิกฤติและมีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยค่อนข้างสูง ยังคงมีความเปราะบางอยู่ ขณะที่ หากพิจารณาสภาวะเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ที่ปัจจุบันยังคงอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง ผนวกกับการค้นพบแหล่งพลังงานในชั้นหินดินดานในสหรัฐฯ (Shale Gas) ก็น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อให้อยู่ในขอบเขตที่ไม่น่ากังวลมากนักในระยะข้างหน้า และส่งผลให้เฟดยังคงมีความยืดหยุ่นในการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเชิงปริมาณอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ คาดว่าเฟดคงติดตามพัฒนาการทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด และจะมีการพิจารณาปรับลดขนาดของการซื้อสินทรัพย์ เมื่อโมเมนตัมการฟื้นตัวของเศรษฐกิจมีเสถียรภาพเพียงพอที่จะขับเคลื่อนการขยายตัวของเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนต่อไป โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะต้องมีการเพิ่มตำแหน่งงานมากกว่า 200,000 ตำแหน่งต่อเดือน ติดต่อกันเป็นระยะเวลาหนึ่ง เพื่อยืนยันถึงการฟื้นตัวของตลาดแรงงานที่ไม่ได้เกิดจากปัจจัยชั่วคราว ก่อนที่เฟดจะเริ่มมีการพิจารณาถึงการปรับลดขนาดของมาตรการซื้อสินทรัพย์ลง ซึ่งหากพิจารณาถึงสภาวะตลาดแรงงานในปัจจุบันที่การเพิ่มขึ้นของตำแหน่งงานเฉลี่ยในช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้อยู่ที่ประมาณ 168,000 ตำแหน่งต่อเดือน ก็นับว่าเป็นอัตราการปรับขึ้นที่ค่อยเป็นค่อยไป และยังไม่แข็งแกร่งพอที่เฟดจะเปลี่ยนแปลงทิศทางการดำเนินนโยบายในระยะเวลาอันใกล้ ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ช่วงจังหวะเวลาที่เร็วที่สุดที่เฟดอาจจะพิจารณาปรับลดขนาดของการซื้อสินทรัพย์น่าจะเกิดในช่วงปลายปีนี้ถึงต้นปีหน้า ขณะที่การยุติมาตรการซื้อสินทรัพย์ น่าจะเกิดขึ้นหลังจากนั้นอีกราว 3 ไตรมาส อย่างไรก็ดี เฟดคงจะมีการพิจาณาถึงสภาพแวดล้อมของเศรษฐกิจหลายๆ ด้านอย่างถี่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็น สภาวะตลาดแรงงาน สถานการณ์เงินเฟ้อ รวมไปถึง สภาวะตลาดการเงิน ก่อนที่จะมีการตัดสินในในการเปลี่ยนแปลงแนวทางในการดำเนินนโยบายทางการเงิน
กระแสการไหลเข้าของเงินทุน ยังคงเป็นปัจจัยที่ท้าทายเชิงนโยบาย จนกว่าตลาดเริ่มกลับมาพิจารณาถึงโอกาสในการปรับลดการซื้อพันธบัตรของเฟด
ทั้งนี้ ท่ามกลางภาวะที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ยังคงเป็นไปอย่างเปราะบาง คาดว่าเฟดและธนาคารกลางของประเทศขนาดใหญ่เหล่านั้นจะยังคงดำเนินมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณอย่างต่อเนื่อง โดยโอกาสที่เฟดจะปรับเปลี่ยนหรือชะลอมาตรการซื้อพันธบัตรภายในปีนี้ยังคงมีไม่มาก ซึ่งหมายความว่า สภาพคล่องในโลกยังคงอยู่ในระดับสูง และเป็นแรงกดดันต่อกระแสการไหลของเงินทุนไปยังประเทศที่มีมุมมองการขยายตัวของเศรษฐกิจที่ดีกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศในภูมิภาคเอเชียรวมถึงไทย รวมทั้ง อาจกดดันค่าเงินของประเทศเหล่านั้นให้ปรับตัวแข็งค่าขึ้น ซึ่งคงจะเป็นความท้าทายเชิงนโยบายสำหรับทางการในการเตรียมรับมือถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในระยะข้างหน้า
อย่างไรก็ดี คงต้องจับตาพัฒนาการเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ที่ประเด็นด้านการคลังของสหรัฐฯ น่าจะมีความชัดเจนมากขึ้น ซึ่งหากทิศทางของการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ สามารถที่จะกลับมาขยายตัวอย่างยั่งยืนได้ ก็อาจทำให้ตลาดเริ่มกลับมาพิจารณาถึงโอกาสในการปรับลดการซื้อพันธบัตรของเฟด ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวก็อาจส่งผลลดแรงกดดันของเงินทุนไหลเข้าลงบางส่วน







