posttoday
วู้ดเฮาส์ เดย์ สปา สวรรค์บนดิน

วู้ดเฮาส์ เดย์ สปา สวรรค์บนดิน

29 เมษายน 2556

เชื่อว่าสำหรับใครหลายๆ คน การเข้ารับบริการที่ “สปา” อาจเป็นกิจกรรมที่ดูฟุ่มเฟือย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคเศรษฐกิจขาลงที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่เลือกที่จะรัดเข็มขัดมากขึ้น

โดย...ณัฐสุดา จิตตปาลพงศ์

เชื่อว่าสำหรับใครหลายๆ คน การเข้ารับบริการที่ “สปา” อาจเป็นกิจกรรมที่ดูฟุ่มเฟือย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคเศรษฐกิจขาลงที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่เลือกที่จะรัดเข็มขัดมากขึ้น

ทว่าสำหรับลูกค้า “วู้ดเฮาส์ เดย์ สปา” (Woodhouse Day Spa) ในสหรัฐนั้น การเข้ารับบริการที่สปา ไม่ว่าจะเป็นการนวด ดีทอกซ์ หรือการบำรุงผิวพรรณ นับเป็นสิ่งที่ “จำเป็น” และถึงขั้นขาดไม่ได้แม้จะมีราคาแพงก็ตาม

เพราะที่วู้ดเฮาส์ เดย์ สเปา นั้น ทรีตเมนต์ต่างๆ ถูกออกแบบด้วยความพิถีพิถันสุดๆ เพื่อให้ลูกค้าได้ผ่อนคลายและมีสุขภาพกายและใจที่ดีขึ้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่อัตราการรักษาลูกค้าเดิม (Retention Rate) ซึ่งหมายถึงจำนวนลูกค้ากลุ่มเดิมที่กลับมาใช้บริการที่ร้านนั้นจะสูงถึง 63% เมื่อปี 2554 และขณะเดียวกัน ทางบริษัทยังสามารถโกยรายได้ได้มากถึง 18 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 540 ล้านบาท) ในปี 2554 อีกด้วย

ผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จครั้งนี้ คือ เจนนี่ การ์เร็ต สาวอเมริกัน วัย 33 ปี โดยเจ้าตัวเผยว่าตัดสินใจนำความรู้และประสบการณ์ในวงการสุขภาพจากการทำงานเป็นผู้จัดการที่ศูนย์สุขภาพแห่งหนึ่งมาเปิดสปาในปี 2544

“ฉันชอบไปสปาอยู่แล้ว บวกกับพอจะมีประสบการณ์ในด้านนี้ ก็เลยคิดว่าการเปิดสปาของตัวเองน่าจะประสบความสำเร็จ” การ์เร็ต เผย

ในส่วนของค่าบริการนั้นจะอยู่ที่ 140 เหรียญสหรัฐ (ราว 4,200 บาท) สำหรับการนวดหน้า 80 นาที และ 235 เหรียญสหรัฐ (ราว 7,050 บาท) สำหรับการนวดตัว ซึ่งนับว่าสูงมากเมื่อเทียบกับคู่แข่งที่คิดค่าบริการเฉลี่ยเพียง 60 เหรียญสหรัฐ (ราว 1,800 บาท)

เคล็ดลับสู่ความสำเร็จของผู้ประกอบการสาวรายนี้ คือ การสร้างประสบการณ์อันล้ำค่าให้กับลูกค้าแต่ละคน

หรือถ้าจะพูดให้เข้าใจง่ายก็คือ ทางสปาจะสอบถามความต้องการของลูกค้า และพยายามทุกวิถีทางให้ลูกค้าได้ผลลัพธ์ที่ต้องการนั่นเอง ประกอบกับเลือกใช้วัสดุคุณภาพดีที่สุด ซึ่งล้วนแต่เป็นวัสดุที่ผลิตจากธรรมชาติ 100%

ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ การ์เร็ตบริหารธุรกิจอย่างใกล้ชิด เพื่อให้วู้ดเฮาส์ เดย์ สปา ทั้ง 26 สาขาทั่วสหรัฐให้บริการเหมือนกันทุกขั้นตอน ไล่เรียงตั้งแต่บรรยากาศและการตกแต่งร้าน ไปจนถึงสไตล์การนวดและอัธยาศัยของพนักงาน

ทว่าไม่มีสิ่งใดสำคัญเท่ากับความสำเร็จของการ์เร็ตในการเปลี่ยนแปลง “ทัศนคติ” ของชาวอเมริกันที่มีต่อสปา

“ธุรกิจของเรารอดวิกฤตเศรษฐกิจมาได้อย่างน่าเหลือเชื่อ เพราะเราทำให้ลูกค้าคิดได้ว่า การไปสปาคือการพักผ่อน ซึ่งหมายความว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นในชีวิต ไม่ใช่กิจกรรมฟุ่มเฟือย ส่งผลให้รายได้เราพุ่งขึ้นเกือบ 17% ในช่วงปี 2553 ขณะที่สปาคู่แข่งรายได้หดกันเป็นแถว และบางรายถึงขั้นต้องปิดตัวลง”

แม้จะประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้น แต่การ์เร็ตก็ไม่คิดจะหยุดนิ่ง โดยเล็งเปิดสาขาเพิ่มอีก 125 สาขาทั่วสหรัฐภายใน 5 ปี และอีกกว่า 100 สาขาทั่วโลกภายใน 10 ปี เริ่มต้นที่อินเดีย

นับเป็นตัวอย่างธุรกิจที่สามารถวิเคราะห์ความต้องการของตลาดได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญคือรักษามาตรฐานในการให้บริการ เชื่อว่าหากผู้ประกอบการสาวคนเก่งยังคงยึดแนวทางการดำเนินธุรกิจเช่นนี้ต่อไป ความฝันที่จะขยายอาณาจักรสปาไปทั่วทุกมุมโลกก็คงจะไม่ไกลเกินเอื้อมอย่างแน่นอน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท