
บาทแข็งกระทบส่งออก
ค่าเงินบาทช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา แข็งค่าไปถึง 6% อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อเงินเหรียญสหรัฐ
โดย...ดร.ธนิต โสรัตน์ เลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
ค่าเงินบาทช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา แข็งค่าไปถึง 6% อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อเงินเหรียญสหรัฐ เปรียบเทียบกับปลายปี 2555 หรือเงิน 1 เหรียญสหรัฐ เมื่อผู้ส่งออกแลกเปลี่ยนเป็นเงินบาท มูลค่าจะหายไป 1.8-2 บาท
เงินบาทที่แข็งค่าไม่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจไทยไม่ดี แต่เกิดจากปัจจัยภายนอกประเทศ เพราะประเทศผู้นำเศรษฐกิจของโลก เช่น สหรัฐ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งได้รับผลกระทบจากวิกฤตการเงินและลุกลามจนเศรษฐกิจชะลอตัว กระทั่งเกิดสภาวะเงินฝืดและการว่างงานขนานใหญ่ ประเทศเหล่านั้นจึงอัดฉีดเงินมหาศาลเข้าสู่ระบบ (Quantitative Easing) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้มีการฟื้นตัว
เงินบางส่วนกลับไหลทะลักเข้ามาในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งสภาวะเศรษฐกิจยังไปได้ และดูเหมือนว่าต่างชาติจะเชื่อเครดิตประเทศไทยมากกว่าประเทศเพื่อนบ้าน จึงมีเงินทุนเคลื่อนย้าย (Cash Inflow) เข้ามาลงทุนในตราสารหนี้และตลาดทุน โดยมีพันธบัตรของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และพันธบัตรของรัฐบาลเป็นเป้าหมาย เพราะมั่นใจไทยคงไม่มีการเบี้ยวหนี้ และผลตอบแทนทั้งพันธบัตรและดอกเบี้ยสูงกว่าหลายประเทศ อีกทั้งประเทศไทยยังไม่มีมาตรการอะไรที่ชัดเจนในการที่จะออกมาสกัดเงินทุนไหลเข้า
ล่าสุด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้ออกมายอมรับว่า หากสถานการณ์ยังคงเป็นแบบนี้จะกระทบการส่งออก จากเดิมประมาณการว่าจะขยายตัวได้ 8-9% อาจมีโอกาสที่การส่งออกจะหดเหลือ 5.3% หรืออาจต่ำกว่านี้ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ว่าเงินบาทจะแข็งค่าไปถึงระดับไหน ซึ่งการปรับลดตัวเลขการส่งออกของกระทรวงพาณิชย์แสดงให้เห็นว่า เงินบาทแข็งค่าได้กลายเป็นวิกฤตของภาคส่งออก และกระทบต่อตัวเลขการส่งออกในปีนี้อย่างชัดเจน อาจทำให้มูลค่าการส่งออกลดลง 4.3-4.5 แสนล้านบาท ส่วนจะมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับว่าจะใช้ค่าเฉลี่ยของอัตราแลกเปลี่ยน ณ อัตราใด
ผู้ส่งออกซึ่งใช้ผลิตภัณฑ์และวัตถุดิบในประเทศเป็นหลัก (High Local Content) ยิ่งใช้ผลิตภัณฑ์ในประเทศมากเท่าใด ก็จะเสียหายมากเท่านั้น กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากหน่อยก็จะเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตร และสินค้าเกษตรแปรรูป เช่น ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง ผลไม้สด ไม้ยาง สินค้าประมง สินค้าปศุสัตว์ เช่น ไก่ กุ้ง เป็นต้น ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมก็จะเป็นกลุ่มผู้ผลิตเสื้อผ้า เครื่องหนัง หัตถอุตสาหกรรม เฟอร์นิเจอร์ประเภททำจากไม้ยางพารา ฯลฯ ซึ่งได้รับทราบว่ามูลค่าการส่งออกลดลงไปกว่า 10% และการต่อรองเพิ่มราคาสินค้าแทบเป็นไปไม่ได้ เพราะเงินของประเทศคู่แข่ง เช่น เวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย จีน และอินเดีย แข็งค่าเฉลี่ยน้อยกว่าไทยมาก
ดังนั้น รัฐบาลจะต้องเร่งเข้ามาให้ความช่วยเหลืออุตสาหกรรมส่งออกดังกล่าว เพราะเป็นอุตสาหกรรมพื้นฐานที่ใช้แรงงานจำนวนมาก ซึ่งที่ผ่านมาต้นทุนสูงขึ้นจากการปรับค่าแรง เมื่อบวกกับเงินบาทแข็งค่า กลายเป็นต้นทุนเพิ่มขึ้น 10-15% หรือมากกว่า ขณะที่ความสามารถในการทำกำไรมีเพียงประมาณ 5-6% ซึ่งก็คงไม่พ้นเกิดสภาวะขาดทุนและกลายเป็นปัญหาสภาพคล่องในธุรกิจ และจะกระทบเป็นลูกโซ่ไปสู่อุตสาหกรรมอื่นๆ รวมทั้งภาคบริการที่เกี่ยวเนื่อง
ดังนั้น ทั้งรัฐบาล ธปท. และภาคเอกชนจะต้องร่วมกันแก้ไข เนื่องจากความเดือดร้อนของแต่ละกลุ่มไม่เหมือน ภาคตลาดทุนและตลาดหุ้นคงไม่ค่อยพอใจ มาตรการสกัดเงินทุนไหลเข้าคง ขณะที่ภาคการเงินไม่ต้องการลดอัตราดอกเบี้ย รัฐบาลจึงต้องดูในภาพรวม โดยเฉพาะภาคเศรษฐกิจจริง (Real Sector) และออกมาตรการที่เกิดประโยชน์สูงสุด







