posttoday
แอบส่องเพื่อนบ้านวัยเกษียณ ทรัพย์สินมาก แต่รายได้น้อย

แอบส่องเพื่อนบ้านวัยเกษียณ ทรัพย์สินมาก แต่รายได้น้อย

28 เมษายน 2556

ที่บอกว่าเป็น “เพื่อนบ้าน” เพราะเป็นผลการสำรวจความมั่นคง

โดย...สวลี ตันกุลรัตน์ [email protected]

ที่บอกว่าเป็น “เพื่อนบ้าน” เพราะเป็นผลการสำรวจความมั่นคงด้านรายได้หลังเกษียณของผู้สูงอายุใน 5 เขตเศรษฐกิจเอเชีย ได้แก่ ฮ่องกง ญี่ปุ่น เกาหลี สิงคโปร์ และไต้หวัน (น่าเสียดายไม่มีประเทศไทย) โดย Manulife Asset Management ในหัวข้อ “ร่ำรวยด้วยสินทรัพย์ แต่รายได้ต่ำ? ปัจจัยหลักสำหรับความมั่นคงด้านรายได้หลังเกษียณสำหรับประชากรผู้สูงอายุในเอเชีย”

โดยที่เขตเศรษฐกิจเอเชียทั้ง 5 นี้ (หรือจะเรียกง่ายๆ ว่า 5 ประเทศนี้) มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรที่ก้าวจากวัยทำงานเข้าสู่วัยเกษียณค่อนข้างสูง เหมือนกับประเทศไทยที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุไปเรียบร้อยแล้ว

จากผลการสำรวจชี้ให้เห็นว่า ผู้สูงอายุในเอเชีย หรือ ใน 5 เขตเศรษฐกิจเอเชีย มีปัญหาคล้ายๆ กัน คือ ร่ำรวยด้วยสินทรัพย์ แต่รายได้หลังเกษียณต่ำ ซึ่ง ต่อ อินทวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) แมนูไลฟ์ (ประเทศไทย) เชื่อว่า “ผู้สูงอายุหลายครัวเรือนในประเทศไทยประสบภาวะเช่นเดียวกับในเขตเศรษฐกิจทั้ง 5 ที่เข้าสำรวจ”

ต่อ บอกอีกว่า หากบริหารสินทรัพย์เหล่านี้ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นจะช่วยเสริมแหล่งรายได้หลังเกษียณอื่นๆ ได้อย่างมีนัยสำคัญ

เพราะ ถ้าร่ำรวยด้วยสินทรัพย์ แต่รายได้หลังเกษียณต่ำ จะทำให้ “มีทางเลือกไม่มาก” จำเป็นต้องขายทรัพย์สินที่สะสมไว้ เช่น อสังหาริมทรัพย์ ที่ดิน และโภคภัณฑ์ หรือเบิกเงินประกันชีวิตหรือเงินฝากธนาคารเพื่อนำไปใช้จ่ายในช่วงวัยเกษียณ

แต่ที่แย่กว่านั้น คือ ครอบครัวที่ไม่มีทางเลือก เพราะไม่มีทรัพย์สินสะสมไว้มาก ก็อาจเผชิญกับความเสี่ยงที่สูงขึ้นสำหรับผู้เกษียณที่มีอายุยืนยาวอาจไม่มีรายได้พอใช้

ต่อ จึงแนะนำว่า ไม่ว่าจะมีความมั่งคั่งระดับใด สามารถบริหารสินทรัพย์ให้เกิดประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพได้ โดยจัดสรรประเภทสินทรัพย์ใหม่ ซึ่งอาจจะเป็นวิธีการเปลี่ยนจากเงินออมหรือเงินฝากธนาคารมาเป็นการลงทุนในหุ้น ตราสารหนี้ หรือกองทุนรวมที่มีการกระจายลงทุนสินทรัพย์หลายประเภท

“อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้ได้เริ่มเกิดขึ้นบ้างแล้วในประเทศไทยผ่านการการลงทุนในกองทุนรวม ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ผู้ลงทุนได้มองหาทางเลือกต่างๆ ในการลงทุนที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร” ต่อ กล่าว

ไมเคิล ดอมเมอร์มุธ ผู้บริหาร Manulife Asset Management Asia กล่าวสรุปผลวิจัยว่า ครัวเรือนทั่วเอเชียจะต้องคำนึงถึงความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นสำหรับการออมเพื่อใช้ยามเกษียณในอนาคตข้างหน้านี้

“ทั้งนี้ เราได้ตระหนักถึงแนวโน้มของการเปลี่ยนแปลงจากการเก็บสะสมสินทรัพย์ของครัวเรือนไปยังการลงทุนในผลิตภัณฑ์ที่สร้างรายได้ แต่ที่สำคัญที่สุดแนวโน้มนี้จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากประชากรสูงอายุในเขตเศรษฐกิจต่างๆ ในเอเชีย รวมทั้งในประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนไม่เหลือเวลามากพอในการปรับตัวเพื่อเผชิญกับภาวะดังกล่าว” ไมเคิล กล่าว

ผู้สูงอายุใน 5 เขตเศรษฐกิจ มีแหล่งรายได้หลังเกษียณที่สำคัญๆ อยู่ 5 แห่ง ได้แก่ เงินเดือนและค่าจ้าง สวัสดิการภาครัฐ ผลประโยชน์จากกองทุนบำนาญ การช่วยเหลือจากครอบครัว และรายได้จากความมั่งคั่งทางสินทรัพย์ของครัวเรือน

ไหนๆ จะมาแอบดูแล้วต้องล้วงให้ลึกไปถึงกระเป๋าเงิน ว่า รายได้แต่ละแหล่งของพวกเขามีมากหรือน้อยแค่ไหน โดยในรายงานนี้นำข้อมูลของสหรัฐอเมริกามาเป็นมาตรวัด (ในล้อมกรอบ)

1.เงินเดือนค่าจ้าง

ปกติแล้ว “วัยเกษียณ” คือ วัยที่ไม่ต้องทำงานประจำแล้ว (ซึ่งผู้สูงอายุในรายงานนี้ คือ คนที่อายุ 65 ปี ขึ้นไป) แต่วัยเกษียณบางคนยังต้องทำงานเพื่อให้ได้รายได้จากเงินเดือนและค่าจ้าง

ในรายงานนี้แสดงให้เห็นว่า ชาวเกาหลีใต้ มีอัตราผู้สูงอายุอยู่ในตลาดแรงงาน สูงที่สุด โดยสูงถึง 31% และเมื่อเทียบกับรายได้จากแหล่งอื่นๆ แล้ว ผู้สูงอายุชาวเกาหลีใต้พึ่งพิงรายได้จากการทำงานมากที่สุด

รองลงมาเป็นผู้สูงอายุชาวญี่ปุ่น ที่อยู่ในตลาดแรงงาน 22% ขณะที่ชาวฮ่องกงมีแนวโน้มออกจากตลาดแรงงานตั้งแต่อายุยังน้อย เพราะมีคนสูงอายุในตลาดแรงงานเพียง 6% ต่ำที่สุดในกลุ่ม

2.สวัสดิการรัฐ

ถ้าเราอยู่ในประเทศที่กำลังพัฒนาไม่ต้องเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับสหรัฐอเมริกาที่เป็นมาตรวัดในด้าน “สวัสดิการภาครัฐ” เพราะพวกเขามีการใช้จ่ายภาครัฐด้านประกันสังคม สวัสดิการ และสาธารณสุข สูงถึง 19% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP)

ในขณะที่ญี่ปุ่น (ที่ประชากรมีอายุยืนยาวมาก) มีค่าใช้จ่ายด้านนี้ 15% ซึ่งเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับรายได้แหล่งอื่นๆ ของผู้สูงอายุชาวญี่ปุ่นแล้ว พวกเขามีรายได้จากสวัสดิการภาครัฐสูงที่สุด

ที่ไม่น่าเชื่อ คือ สิงคโปร์ เพราะเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในกลุ่ม สิงคโปร์ มีระดับสวัสดิการภาครัฐต่ำที่สุดในกลุ่ม อยู่ที่ 2% และเกาหลีใต้ ขยับขึ้นมาอีกนิดมาอยู่ที่ 3%

ก็ไม่รู้ว่า ถ้ามาสำรวจแบบเดียวกันนี้ที่ประเทศไทย คนไทยจะมีรายได้จากแหล่งนี้อยู่สักเท่าไร


3.เงินบำนาญ

นี่คงเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ประเทศกำลังพัฒนาอย่างเราน้อยอกน้อยใจ เพราะถ้านำตัวเลขเงินบำนาญสะสมของเราไปเปรียบเทียบกับสหรัฐอเมริกา คงต้องบอกว่า ทิ้งห่างอย่างไม่เห็นฝุ่น

สำหรับสหรัฐอเมริกามีเงินบำนาญสะสมสูงถึง 78% ของ GDP แต่ที่พอจะสู้กับเขาได้ก็คงจะมีสิงคโปร์ เพราะสะสมเงินบำนาญไว้ถึง 68% ซึ่งน่าจะชดเชยกับการที่มีสวัสดิการภาครัฐเพียงเล็กน้อยได้

ขณะที่ฮ่องกง มีการพัฒนาระบบบำนาญอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ซึ่งช่วยเสริมความมั่นคงด้านรายได้หลังเกษียณให้ผู้สูงอายุได้ แม้จะไม่มากเท่ากับรายได้จากด้านอื่นๆ

สำหรับประเทศไทย ถ้าไม่ได้เป็นข้าราชการ โอกาสที่จะได้สะสมเงินบำนาญก็คงจะมีไม่มากนัก เพราะฉะนั้นถ้ามาสำรวจตัวเลขนี้ในประเทศไทยก็ไม่แน่ว่า อาจจะต่ำพอๆ กับเกาหลีใต้ก็ได้

4.ครอบครัวจุนเจือ

รายงานชิ้นนี้ไปสำรวจ “การช่วยเหลือจากครอบครัว” ได้ตัวเลขที่น่าจะทำให้ผู้สูงอายุหลายคนเบาใจได้บ้าง เพราะแม้ว่า สวัสดิการรัฐและเงินบำนาญ เราอาจจะมีน้อย แต่เรามี “ครอบครัว” เป็นที่พึ่งพิงได้เสมอ

เหมือนกับคนสิงคโปร์ ฮ่องกง และไต้หวัน ที่มีครอบครัวให้การช่วยเหลือผู้สูงอายุในสัดส่วนสูงถึง 4050% ของรายจ่ายครัวเรือน (ของผู้สูงอายุ) และเป็นรายได้หลักเมื่อเทียบกับรายได้อีก 4 แหล่งที่เหลือ

แต่น่าสงสารผู้สูงอายุชาวญี่ปุ่น ที่การช่วยเหลือจากครอบครัวเหลือเพียง 1% ของความต้องการด้านการบริโภคทั้งหมดของพวกเขา แต่ก็คงไม่มากเท่ากับชาวอเมริกัน เพราะนอกจากจะไม่มีความช่วยเหลือแล้ว พวกเขายังต้องให้เงินช่วยเหลือครอบครัวอีกต่างหาก

แต่ที่น่ากังวล คือ การอยู่รวมกันในครอบครัวลดลงเรื่อยๆ เช่น อัตราการอยู่ร่วมครัวเรือนเดียวกันของคนหลายวัยในไต้หวัน ลดลงจาก 70% เมื่อปลายปี 2523 มาอยู่ที่ 60% ในปี 2548 ซึ่งคงเป็นเหตุการณ์เดียวกันกับสังคมไทย

5.รายได้จากสินทรัพย์

น่าจะเป็นปัญหาเดียวกันทั้งภูมิภาค ที่ผู้อายุมีทรัพย์สินมาก แต่มีรายได้จากทรัพย์สินไม่มาก เพราะทรัพย์สินส่วนใหญ่ไม่สามารถสร้างรายได้ให้มากพอ เนื่องจากเป็นเงินฝากธนาคารเป็นส่วนใหญ่ และไม่ต้องบอกว่า ดอกเบี้ยเงินฝากในยุคนี้มันต่ำเตี้ยเรี่ยดินขนาดไหน

เห็นได้ชัดในตารางองค์ประกอบความมั่งคั่งทางการเงินของครัวเรือน ที่บอกชัดเจนว่า ทรัพย์สินส่วนใหญ่ของชาวเอเชียอยู่เงินฝาก

“ชาวฮ่องกงมีรายได้รับจากสินทรัพย์ที่สะสมไว้ในระดับต่ำ เนื่องจากลงทุนค่อนข้างมากในรูปเงินฝากธนาคารซึ่งเป็นสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำและอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ไต้หวันมีอัตราส่วนความมั่งคั่งทางการเงินครัวเรือนต่อระดับรายได้สูงที่สุดในบรรดา 5 ประเทศ”

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท