
กระบวนท่า 'รุก-รับ' ธปท. ขยักแผนสู้บาท
ผลสรุปของการประชุมหน่วยงานเศรษฐกิจหลัก 3 หน่วยงาน คือ
ผลสรุปของการประชุมหน่วยงานเศรษฐกิจหลัก 3 หน่วยงาน คือ กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อหารือแนวทางการบริหารจัดการค่าเงินบาทเป็นการด่วน และเป็นครั้งที่ 2 ในรอบสัปดาห์ ถือว่าผิดคาดของตลาดเงิน ตลาดทุน
เพราะที่ประชุมไม่มีมาตรการอย่างหนึ่งอย่างใดออกมาสกัดกั้นค่าเงินบาทที่แข็งค่าและผันผวนอย่างหนัก
ที่ประชุมต่างพอใจที่เห็นเงินบาทอ่อนค่าลงมาจาก 28.57 บาท/เหรียญสหรัฐในกลางสัปดาห์ มาอยู่ที่ 29.46 บาท/เหรียญสหรัฐ
เป็นการอ่อนค่าลงหลังจากมีกระแสข่าวว่าจะมีมาตรการคุมเงินทุนต่างชาติที่ไหลมาลงทุนในตลาดตราสารหนี้ระยะสั้น ซึ่งเสมือนเป็นการ “แทรกแซงโดยวาจา” แล้วทำให้บรรดานักลงทุนขยับตัว
ปรากฏการณ์ขายตราสารหนี้ระยะสั้นอายุต่ำกว่า1 ปี และตราสารหนี้ระยะยาวอายุมากกว่า 1 ปีขึ้นไปร่วม 4,600 ล้านบาทในเวลา 2 วัน ขณะที่ตลาดหุ้นก็มีการเทขายสุทธิ 8,000 ล้านบาท คือสิ่งที่สะท้อนออกมา
เรียกว่า เมื่อเกมรุกสำเร็จผล เงินบาทอ่อนค่าลง มาตรการที่เตรียมไว้ก็ไม่จำเป็น สามารถขยักไว้ใช้ได้
กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เปิดเผยหลังการประชุมว่า ที่ประชุมมีความเห็นตรงกันว่า ค่าเงินบาทที่แข็งค่าต่ำกว่า 29 บาท/เหรียญสหรัฐ เป็นระดับที่แข็งค่าเกินไป และเสี่ยงเกิดผลกระทบต่อการส่งออก เสถียรภาพและอัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจ จึงมีความเห็นร่วมกันว่า หากอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 2.75% จะต้องมีมาตรการเสริมเพื่อชะลอการไหลเข้าของเงินทุน
ที่ประชุมจึงมีความเห็นร่วมกันว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 2.75% หากไม่มีการเตรียมการที่จะดำเนินการมาตรการเสริมในการชะลอการไหลเข้าของเงิน ก็อาจจะทำให้มีการไหลเข้าของเงินอย่างที่เห็นกัน และทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น
ขณะที่ ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท. รายงานต่อที่ประชุมว่า มีแนวทางที่เตรียมเอาไว้ในเรื่องที่จะดูแลอัตราแลกเปลี่ยน แต่แนวทางต่างๆ เหล่านั้นยังไม่มีความจำเป็นที่จะนำมาใช้แต่อย่างใด เนื่องจากภาวะตลาดที่มีการเก็งกำไรค่าเงินมาผสมเมื่อช่วงต้นสัปดาห์ได้คลายตัวลง หลังจากมีแนวคิดการออกมาตรการดูแลค่าเงินออกสู่ตลาด
“เมื่อมีแนวคิดอย่างนี้ออกมาสู่ตลาด ก็ทำให้การแข็งค่าคลายตัวลง อัตราแลกเปลี่ยนขณะนี้ก็อ่อนตัวลงมาอยู่ในระดับที่ส่งผลเสียหายน้อยลง ดังนั้น จึงยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้มาตรการในขณะนี้” กิตติรัตน์ ระบุ
อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมก็ยังกดดัน ธปท.ให้ดูแลค่าเงินให้รัดกุมกว่านี้
กิตติรัตน์ ชี้แจงว่า ที่ประชุมพูดจากันว่าอัตราที่พอดีอยู่ตรงไหน และเห็นตรงกันว่า ไม่ใช่ดูที่ค่าเงินบาทเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ แต่ต้องดูอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทเทียบกับคู่แข่งและคู่ค้า
ขณะเดียวกัน ทุกหน่วยงานยอมรับว่าการลดอัตราดอกเบี้ยมีข้อดี และเข้าใจว่ามีผลข้างเคียง จึงจะนำข้อสรุปผลดีและผลข้างเคียงที่ได้วิเคราะห์ถี่ถ้วนแล้วไปนำเสนอให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เพื่อการพิจารณาประกอบการตัดสินใจ โดยเฉพาะกรรมการ 4 คนที่ไม่ได้มาจาก ธปท. เพื่อให้มีสิทธิได้ข้อมูลที่ครบถ้วน ชัดเจน และถูกต้องเพื่อที่จะตัดสินใจได้
“ผู้ว่าการ ธปท. และรองผู้ว่าการ ธปท. ทั้งสองท่านก็รับจะเอาข้อมูลเหล่านี้ไปพิจารณาให้รอบคอบในการประชุม กนง.” กิตติรัตน์ กล่าว
สุดท้ายของสัญญาณที่กิตติรัตน์ส่งออกมาหลังการประชุม คือ ขณะนี้ยังไม่มีมาตรการอะไร แต่ถ้าค่าเงินแข็งค่าขึ้นมา ก็แปลว่าต้องใช้มาตรการ แต่ตอนนี้แม้ยังไม่ต้องใช้เพราะการเก็งกำไรคลายตัวลง
“ถ้าอยู่ในระดับไม่เหมาะสมก็จะมีมาตรการออกมา แต่อย่าคาดคั้นกับผมว่าจะมีมาตรการอะไร เพราะถ้าพูดไปล่วงหน้าก็จะฟังดูน่ากังวลไป” กิตติรัตน์ ส่งสัญญาณเตือน
เป็นการเตือนหลังการส่งออกของไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันไปมากโข จนการส่งออกอาจจะโตได้แค่ 5% จาก 8-9%
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 14.00 น.นายกิตติรัตน์ ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวก่อนการหารือ 3 หน่วยงาน โดยระบุว่า ข้อมูลและการประเมินเศรษฐกิจหลายเรื่องของ ธปท. กระทรวงคลัง และสศช.มีหลายเรื่องที่เห็นตรงกัน แต่บางเรื่องก็มีสมมติฐานต่างกัน และเรื่องค่าเงินบาทน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯมีความเป็นห่วงอย่างยิ่ง
นายกิตติรัตน์ ระบุว่า ส่วนตัวเห็นว่าในปี 2556 ควรเป็นปีที่เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างมีศักยภาพ และเติบโตได้ดี กว่าปี 2555 เพราะเศรษฐกิจไทยเพิ่งฟื้นจากน้ำท่วม งบประมาณที่เริ่มใช้ได้ในเดือนมี.ค. ความไม่มั่นใจของเอกชน และกำลังซื้อการปรับค่าแรงขั้นต่ำที่อยู่ในช่วงเริ่มต้ม แต่เศรษฐกิจยังเติบโต 6.4% ทั้งๆที่ตลาดส่งออกเติบโตช้า
“ผมเชื่อในศักยภาพเศรษฐกิจไทย อัตราแลกเปลี่ยนไม่แข็งค่าเกินไป น่าจะทำให้ปีนี้เราทำงานง่ายกว่า แต่เมื่อแข็งค่าเกินไป ซึ่งทุกฝ่ายทั้งเอกชนและธปท.ก็เห็นตรงกัน เราต้องทำงานร่วมกัน เพื่อให้ผลลัพธ์ค่าเงินบาทไม่แข็งค่าเกินไป หากอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ในระดับที่เหมาะสม เศรษฐกิจโดยรวมของเราน่าจะเติบโตได้ดีอีกปีหนึ่ง”นายกิตติรัตน์กล่าว
อย่างไรก็ตาม แม้รัฐบาลมีแผนลงทุนระยะยาว แต่ก็เตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และตนมั่นใจว่าเรามีคำตอบว่าเราจะทำงานร่วมกันอย่างไร ส่วนมาตรการจะเป็นอะไรและอย่างไร ขอให้สบายใจว่าหน่วยงานที่กำกับเศรษฐกิจติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด
“ไม่ใช่เรื่องที่อยากจะมาคุยว่าความคิดของใครชนะของใครทั้งสิ้น ประเทศนี้เป็นประเทศของเรา คนที่จะต้องชนะให้ได้ คือ ประเทศไทย และความสมดุลทางเศรษฐกิจ และขอให้ทุกคนมั่นใจกับกลไกที่ประเทศเรามี ไม่ว่ากลไกทำงานร่วมกันแบบสอดประสาน หรือกลไกของมีอิสระแบบถ่วงดุล กัน ผมเชื่อว่าเราได้ผ่านขั้นตอนร่วมกันมามาก จนเรารู้ว่าประมาณไหนดีกับประเทศโดยรวม”นายกิตติรัตน์กล่าว
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธปท. ระบุหลังการประชุมโดยกล่าวเพียงสั้นว่า “มีการหารือกัน และมีแนวทาง”
“โต้ง” กล่อมผู้ว่าธปท.อยู่ มัดมือให้ลดดอกเบี้ยนโยบาย รับที่ประชุมเห็นตรงกันว่าถ้าลดดอกเบี้ยลงช่วยสกัดเงินทุนไหลเข้าได้ “ประสาร” ยันจะเอาผลประชุมครั้งนี้ไปเสนอ กนง. แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าจะมีความเห็นเป็นอย่างไร
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และกระทรวงการคลัง เพื่อพิจารณาสถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่าในปัจจุบัน ว่า ทั้ง 3 หน่วยงานมีความเห็นตรงกันในหลักการเรื่องอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปัจจุบัน หากปรับตัวลงต่ำจากเดิมที่อยู่ในระดับ 2.75% จะทำให้แรงจูงใจของเงินทุนที่ไหลเข้ามาลงทุนในตราสารทางการเงินลดน้อยลงได้ ดังนั้นขั้นตอนต่อไปธปท.จะนำผลประชุมครั้งนี้ เสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เพื่อพิจารณา ส่วนจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับกนง.ว่าจะมีความเห็นออกมาเป็นอย่างไร
“ได้หารือถึงข้อดีว่า ข้อดี ความเสี่ยง และผลกระทบหากลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย โดยแนวทางนี้ธปท.และกนง. ต้องนำข้อมูลต่างๆ รวมทั้งสภาวการณ์ต่างๆ เข้าไปหารือกับกนง.ก่อน โดยผู้ว่าการธปท.ก็ได้รับปากว่าจะนำข้อมูลที่ได้หารือวันนี้เสนอให้กนง.พิจารณาด้วยตนเอง ซึ่งในที่ประชุมกนง.ก็มีผู้ว่าธปท. และรองผู้ว่าธปท.อีก 2 ท่าน ที่เป็นคณะกรรมการ ส่วนที่เหลือก็เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ 4ท่าน ก็คงใช้ดุลพินิจว่าตัดสินใจอีกครั้ง แต่นอกเหนือจากแนวทางลดดอกเบี้ย ทางกนง.ก็ยังต้องพิจารณามาตรการอื่นๆที่จำเป็นควบคู่ด้วย ขณะเดียวกันตนจะนำผลประชุมวันนี้ไปชี้แจงให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี รับทราบ”
ทั้งนี้ที่ประชุมฯยังเห็นตรงกันถึงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนที่อยู่ในระดับต่ำกว่า 29 บาทต่อดอลล่าร์สหรัฐฯ ตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นระดับที่แข็งค่าเกินไป และมีความเสี่ยงที่จะกระทบการส่งออก และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป แต่ทางธปท.ยืนยันว่ามีมาตรการต่างๆเตรียมพร้อมไว้แล้ว แต่ยังไม่จำเป็นต้องนำมาใช้ แม้สถานการณ์จะสะท้อนถึงภาวะตลาดที่มีการเก็งกำไรเกิดขึ้น ส่วนกระแสข่าวที่ธปท.เตรียมมาตรการรองรับสถานการณ์การแข็งค่าของเงินบาท และส่งผลให้ตลาดคลายตัวลงโดยปรับอ่อนค่าลงมา ยอมรับว่าได้ส่งผลเสียหายลดลงมาก ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องออกมาตรการเข้ามาควบคุม
แหล่งข่าวจากตลาดเงิน เปิดเผยว่า ในช่วง 12 วันนี้ตั้งแต่มีข่าวทางการอาจออกมาตรการสกัดเงินทุนไหลเข้าตลาดตราหนี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดที่ทำให้เงินบาทแข็งค่า ทำให้ตั้งแต่วันที่ 25-26 เม.ย. นักลงทุนต่างชาติได้ขายตราสารหนี้รวม 2 วันสุทธิ 4,600 ล้านบาท แบ่งเป็นวันที่ 25 เม.ย. 1,824 ล้านบาท และวันที่ 26 เม.ย. 2,804 ล้านบาท โดยขายออกทั้งตราสารหนี้ระยะสั้นอายุต่ำกว่า 1 ปี และตราสารหนี้ระยะยาวอายุมากกว่า 1 ปีขึ้นไป
ทั้งนี้การขายตราสารหนี้ของนักลงทุนต่างชาติถือว่าสวนทางกับช่วงก่อนหน้านี้ที่มีการซื้อเฉลี่ยวันละหลักพันล้านบาท
ด้านนักค้าเงินจากธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยว่า ระหว่างวันเงินบาทผันผวนต่อเนื่องไปในทิศทางอ่อนค่า โดยเงินบาทอ่อนค่าสุดที่ 29.40 บาท/เหรียญสหรัฐ ขณะที่เปิดตลาดอยู่ที่ 29.16 บาท/เหรียญสหรัฐ และปิดตลาดที่ 29.34 บาท/เหรียญสหรัฐ
นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า คลังจะปรับลดสัดส่วนการออกพันธบัตรรัฐบาลขายให้ต่างชาติลดลง โดยจะเน้นนักลงทุนรายย่อยมากขึ้น หลังจาก 34 เดือน ที่ผ่านมา พบว่ามีเงินลงทุนไหลเข้ามาในพันธบัตรรัฐบาลจำนวนมาก โดยเฉพาะพันธบัตรที่อ้างอิงตามอัตราเงินเฟ้อที่คลังออก 4 หมื่นล้านบาท พบว่า มีเงินจากนักลงทุนต่างประเทศไหลเข้ามาลงทุน 60% หรือ 2.4 หมื่นล้านบาท
นอกจากนี้ ยังพบว่ามีเงินต่างประเทศยังไหลเข้ามาลงทุนในตราสารหนี้ของกองทุนอสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่งเป็นวงเงินที่สูง เมื่อรวมกับไหลเข้ามาลงทุนในพันธบัตรที่อ้างอิงตามอัตราเงินเฟ้อมียอดสูงถึง 5 หมื่นล้านบาท
นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมร่วมกับภาคเอกชนเห็นชอบให้กระทรวงพาณิชย์ทำหนังสือแสดงความกังวลต่อการแก้ไขปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่าและมาตรการแก้ไขเร่งด่วนไปยังธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รวมทั้งยืนยันกำหนดเป้าหมายส่งออกปีนี้ขยายตัว 8-9% เหมือนเดิม
นายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ปัญหาอัตราแลกเปลี่ยนแข็งค่าอย่างผันผวน ทำให้ผู้ส่งออกไม่สามารถกำหนดราคาสินค้าที่จะรับคำสั่งซื้อใหม่ได้ โดยยอดส่งออกจะเริ่มลดลงอย่างรุนแรงช่วงต้นไตรมาส 3 และหากรัฐบาลยังไม่มีมาตรการแก้ไขชัดเจน จะทำให้ปีนี้การส่งออกโตไม่ถึงเป้าหมาย 8-9% แน่นอน โดยส.อ.ท.ยืนยันให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ลดดอกเบี้ยทันที 1% ซึ่งน่าจะทำได้ทันที เพราะไม่มีปัญหาเงินเฟ้อ รวมทั้งกำหนดมาตรการกันเงินสำรอง 30% อย่างน้อย 3 เดือนที่หลายประเทศใช้ และเป็นยาแรงทีแก้ไขปัญหาได้ทันการณ์
รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ แจ้งว่า มาตรการผลักดันการส่งออกที่กระทรวงพาณิชย์เสนอในที่ประชุมประกอบด้วย การกำหนดให้ 9 เดือนที่เหลือนี้จะต้องผลักดันการส่งออก ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 2.12 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือไตรมาสละ 6.36 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ การเจาะตลาดใหม่ 30 ประเทศ ส่งเสริมการใช้สิทธิส่งออกภายใต้เอฟทีเอ รวมทั้ง มีมาตรการผลักดันการค้าชายแดน โดยตั้งเป้าหมายขยายตัว 30% มูลค่า 1.2 ล้านล้านบาท โดยการยกระดับด่านการค้า เช่น เร่งรัดการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ แม่สอด และการเจรจาแก้ไขปัญหาอุปสรรคที่มิใช่ภาษี เป็นต้น และมาตรการผลักดันการค้าในอาเซียน โดยมีเป้าหมายขยายตัว 10% มูลค่า 6.25 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ







