
ปัญหาใต้พรมสิงคโปร์
ในบรรดาประเทศเพื่อนบ้านย่านอาเซียน ดูเหมือนสิงคโปร์น่าอิจฉาที่สุด เพราะเป็นประเทศเดียวที่ก้าวสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้ว และมีรายได้ประชากรต่อหัวต่อปีมากที่สุด ทิ้งห่างเพื่อนๆ หลายเท่าตัว
ในบรรดาประเทศเพื่อนบ้านย่านอาเซียน ดูเหมือนสิงคโปร์น่าอิจฉาที่สุด เพราะเป็นประเทศเดียวที่ก้าวสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้ว และมีรายได้ประชากรต่อหัวต่อปีมากที่สุด ทิ้งห่างเพื่อนๆ หลายเท่าตัว
แต่เบื้องหลังภาพที่ดูดีในแทบทุกด้าน ตอนนี้สิงคโปร์อาจกำลังติดกับความเจริญของตัวเอง จากการที่ผู้คนใช้ชีวิตช่วงเกษียณยาวนานขึ้น ขณะที่อัตราเงินเฟ้อหนุนส่งค่าครองชีพให้ถีบตัวอย่างรวดเร็ว
“ริชาร์ด มุย” เป็นอีกคนที่เดินเข้าทำเนียบวัยเกษียณแต่หัววัน หลังถูกเลิกจ้างตั้งแต่วัย 51 ปี บอกลางานประจำมาได้ 3 ปี เขาก็เริ่มรู้สึกถึงภาระค่าใช้จ่ายที่หนักอึ้ง เพราะไม่มีเงินเก็บมากพอที่จะจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้พ่อของตัวเอง แถมยังมีห่วงที่ต้องส่งลูก 2 คนเรียนมหาวิทยาลัย
ดัชนีโกลบอล ซันเซ็ต อินเด็กซ์ ที่รวบรวมข้อมูลโดยบลูมเบิร์ก พบว่า หลังได้เอกราชมาเกือบครึ่งทศวรรษ ตอนนี้คนสิงคโปร์ต้องใช้ชีวิตในช่วงเกษียณยาวนานขึ้น ขณะที่สิงคโปร์ติดอันดับเป็นเมืองที่ค่าครองชีพแพงเป็นอันดับ 6 ของโลก
ผลสำรวจของเอชเอสบีซี โฮลดิ้งส์ ที่สอบถามประชาชนสิงคโปร์กว่า 1,000 คน พบว่า ราว 41% ไม่มีเงินเก็บเพียงพอสำหรับใช้ช่วงวัยเกษียณ ซึ่งราวครึ่งหนึ่งโทษว่าเป็นเพราะต้นทุนค่าครองชีพเป็นตัวการที่ทำให้เงินร่อยหรอ
มุยบอกว่า มาตรฐานการดำเนินชีวิตในสิงคโปร์ดีขึ้นก็จริง แต่ก็รู้สึกถึงความยากลำบากเช่นกัน รัฐบาลสิงคโปร์เป็นหนึ่งในประเทศที่ร่ำรวยที่สุดในโลก แต่ประชาชนไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองรวย
มุยต้องผันมาขับรถแท็กซี่แบบพาร์ตไทม์ และทำเงินได้ 4,000 เหรียญสิงคโปร์ (3,240 เหรียญสหรัฐ) ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา เทียบไม่ได้เลยกับเงินเดือน 1.2 หมื่นเหรียญสิงคโปร์ สมัยที่ทำงานในบริษัท เอสเอ็ม ซัมมิต โฮลดิ้งส์ ผู้ผลิตอุปกรณ์บันทึกข้อมูลดิจิตอล แต่กลับต้องถูกอัปเปหิจากงานประจำ เพราะบริษัทถูกเทกโอเวอร์
ประสบการณ์ของมุยถูกห่อหุ้มไว้ด้วยความสำเร็จทางเศรษฐกิจของประเทศเล็กๆ แห่งนี้ ที่บุกบั่นจนมายืนแถวหน้าบนเวทีโลก และความท้าทายเกิดขึ้นหลังรัฐบาลดำเนินนโยบายด้านสวัสดิการที่เน้นพึ่งพาตัวเองมายาวนานหลายปี แต่ประชากรสูงอายุต้องการให้รัฐบาลลงมาช่วยคนจนและคนสูงวัยมากขึ้น
แต่ “ยูจีน ตัน” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านกฎหมายของมหาวิทยาลัยการจัดการแห่งสิงคโปร์ มองว่า พรรคกิจประชาชนที่เป็นรัฐบาลน่าจะเลือกให้คนสิงคโปร์ดูแลตัวเองมากกว่า เพราะไม่อย่างนั้นก็จะมีความต้องการด้านสวัสดิการมากเกินเงินในคลัง
คนสิงคโปร์ใช้ชีวิตหลังเกษียณยาวนานขึ้น และมีขนาดครอบครัวเล็กลง แต่ก็มีคำถามถึงแนวทางจัดการเรื่องนี้ ซึ่งรัฐอาจจะต้องแบกภาระมากกว่าที่เคยเป็นมา
ประธานาธิบดีลีเซียนลูง แห่งสิงคโปร์ กล่าวก่อนหน้านี้ว่า อาจจำเป็นต้องปรับขึ้นภาษีในช่วง 2 ทศวรรษหน้า เนื่องจากรัฐบาลใช้จ่ายเงินด้านสังคมสำหรับประชากรสูงอายุเพิ่มขึ้น พร้อมกับสัญญาว่า จะสร้างที่อยู่อาศัยในราคาที่ประชาชนเอื้อมถึงมากขึ้น และเพิ่มสถานดูแลผู้สูงอายุ ควบคู่ไปกับกระตุ้นให้อัตราการเกิดเพิ่มขึ้น
ข้อมูลจากบลูมเบิร์ก ซันเซ็ต อินเด็กซ์ ระบุว่า ชายสิงคโปร์จะใช้ชีวิตหลังเกษียณเฉลี่ย 20.8 ปี ขณะที่ผู้หญิงเฉลี่ยที่ 25.6 ปี
น่าสนใจว่า แม้รายได้ต่อหัวต่อปีของประชากรอยู่ที่ 50,123 เหรียญสหรัฐ ในปี 2554 เพิ่มจาก 516 เหรียญสหรัฐ ในปี 2508 แต่คนสิงคโปร์ก็เผชิญกับความท้าทายจากอายุที่ยืนนานขึ้น และต้นทุนค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นมาก
เห็นได้จากอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยที่ 4.6% ในปี 2555 เพิ่มมากกว่า 2 เท่า จากระดับเฉลี่ย 1.9% เมื่อ 20 ที่ผ่านมา ถือเป็นเมืองที่มีต้นทุนค่าครองชีพแพงสุดเป็นอันดับ 3 ในเอเชีย และอันดับ 6 ของโลก ตามการจัดอันดับของอีโคโนมิสต์
ทั้งนี้ ประเมินกันว่า จำนวนผู้สูงอายุคาดว่าจะเพิ่ม 3 เท่า แตะ 9 แสนคน ภายในปี 2573 ขณะที่ราวครึ่งหนึ่งของคนสิงคโปร์อายุ 65 ปีในวันนี้ จะมีอายุยืนยาวไปถึง 85 ปี และราว 1 ใน 3 จะมีอายุยืนถึง 90 ปี
แม้รัฐบาลจะกระตุ้นให้พลเมืองซื้อบ้านของตัวเอง แต่คนวัยเกษียณจำนวนมากประสบปัญหากับการหาเงินให้พอซื้อ เพราะเงินบำเหน็จบำนาญที่ได้ก็ไล่ไม่ทันเงินเฟ้อ ในช่วงแรกหลายคนคิดว่ามีเงินเก็บมากแล้ว แต่หลังจากนั้นก็จะพบว่าเงินที่มีไม่เพียงพอ ทั้งที่ทำงานไปด้วยแล้วก็ตาม







