
"แอมเวย์" ชูองค์กรนวัตกรรมตอกย้ำธุรกิจขายตรงไทย
ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา ถือว่าแอมเวย์ประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องในธุรกิจขายตรงไทย โดยปีที่ผ่านมามีการเติบโต 10% สามารถปิดยอดขายรวม 1.7 หมื่นล้านบาท ยอดขายดังกล่าวมาจากการสร้างแบรนด์จนเป็นที่รู้จัก สินค้าของแอมเวย์ได้รับการยอมรับ ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนิวทริไลท์ เครื่องสำอางอาร์ทิสทรี เครื่องกรองน้ำอีสปริง เครื่องกรองอากาศแอทโมสเฟียร์ เป็นต้น ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญในการบุกตลาด มากกว่าการชูแผนการตลาดเพื่อเร่งสร้างรายได้ให้กับบรรดาผู้จำหน่ายอิสระ จึงทำให้แอมเวย์ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคทั่วโลกและประเทศไทย
ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา ถือว่าแอมเวย์ประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องในธุรกิจขายตรงไทย โดยปีที่ผ่านมามีการเติบโต 10% สามารถปิดยอดขายรวม 1.7 หมื่นล้านบาท ยอดขายดังกล่าวมาจากการสร้างแบรนด์จนเป็นที่รู้จัก สินค้าของแอมเวย์ได้รับการยอมรับ ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนิวทริไลท์ เครื่องสำอางอาร์ทิสทรี เครื่องกรองน้ำอีสปริง เครื่องกรองอากาศแอทโมสเฟียร์ เป็นต้น ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญในการบุกตลาด มากกว่าการชูแผนการตลาดเพื่อเร่งสร้างรายได้ให้กับบรรดาผู้จำหน่ายอิสระ จึงทำให้แอมเวย์ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคทั่วโลกและประเทศไทย
กิจธวัช ฤทธีราวี กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) กล่าวถึงแผนการการดำเนินธุรกิจในปีนี้ว่าจะตอกย้ำการเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรม โดยแบรนด์สินค้าตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์ โดยเน้นกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม รวมถึงการนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ตอบสนองปัญหาหรือความต้องการเฉพาะกลุ่มมากยิ่งขึ้น ด้วยทีมวิจัยระดับโลก และยังสานต่อการสื่อสารเชิงรุกด้วยการสร้างแบรนด์ผ่านการใช้โซเชียลมีเดีย
ขณะเดียวกันจะสร้างความแข็งแกร่งให้แก่นักธุรกิจโดยตั้งแผนกใหม่คือ แผนกส่งเสริมศักยภาพนักธุรกิจแอมเวย์ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของนักธุรกิจแอมเวย์ผ่านการจัดฝึกอบรมสัมมนา เพื่อสร้างประสบการณ์ด้านผลิตภัณฑ์โอกาสทางธุรกิจ โดยเชื่อว่าความแข็งแกร่งของนักธุรกิจจะส่งผลให้ยอดขายเติบโตขึ้นอย่างแน่นอน
“การบริหารคนเป็นหัวใจหลักของแอมเวย์ แต่ต้องยอมรับว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะบริหารความต้องการของคน 1 ล้านคน คือจำนวนนักธุรกิจแอมเวย์และสมาชิก แนวทางที่ยึดถือปฏิบัติมาโดยตลอดคือ นำหลักธรรมะ มาช่วยในการบริหารงาน ในการบริหารผมจะเปิดโอกาสให้พนักงานทุกคนแสดงความคิดเห็น มีการแบ่งปันแนวคิดซึ่งกันและกัน ขณะเดียวกันเป็นการสร้างพฤติกรรมในการสร้างสรรค์และนำเสนอสิ่งใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นในองค์กร ทำให้การบริหารงานและคนประสบความสำเร็จ” กิจธวัช กล่าว
อย่างไรก็ตาม ปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงานนั้นถือเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ว่าองค์กรใดก็ต้องมี แอมเวย์จึงไม่มองอุปสรรคเป็นจุดใหญ่ แต่สิ่งที่แอมเวย์มองคือความท้าทาย ปัจจุบันแอมเวย์ถือเป็นธุรกิจเครือข่ายที่มียอดขายเป็นอันดับ 1 โจทย์ความท้าทายคือ จะทำอย่างไรให้เราพัฒนาและเติบโตยิ่งๆ ขึ้นไปอีก ทุกวันนี้บริษัทมองไปข้างหน้า 5 ปี 10 ปีว่าจะมีจุดยืนอยู่ที่ตรงไหน และกลยุทธ์ใดที่จะนำบริษัทไปสู่เป้าหมายนั้น
สำหรับเป้าหมายของการดำเนินธุรกิจ คือการมอบโอกาสให้กับทุกคน เพื่อให้ประสบความสำเร็จตามที่ตั้งไว้ โดยได้เปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถมีธุรกิจเป็นของตนเองด้วยการใช้ทุนไม่มากและมีความเสี่ยงต่ำ นอกจากนี้ นักธุรกิจยังสามารถกำหนดวิถีชีวิตและการทำงานของตัวเองได้อย่างอิสระ และที่สำคัญ ความมั่นคงด้านสถานภาพทางการเงินที่เกิดจากการทำธุรกิจกับแอมเวย์ยังสามารถสืบทอดเป็นมรดกแก่คนรุ่นหลังได้อีกด้วย จึงตั้งเป้าหมายในการสร้างอาชีพนักธุรกิจแอมเวย์ให้เป็น 1 ใน 10 ของอาชีพที่คนไทยอยากทำมากที่สุดภายในปี 2563 หรืออีก 7 ปีข้างหน้า
อย่างไรก็ตาม แอมเวย์ไทยมีการลงทุนอย่างต่อเนื่องตลอดมา โดยปีที่ผ่านมาได้ก่อสร้างสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ด้วยงบประมาณกว่า 1,100 ล้านบาท และยังมีแผนการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการขยายสาขาของแอมเวย์ ช็อป ให้ครบทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศภายในปี 2557 ทั้งยังคงมีการพัฒนาด้านระบบสารสนเทศเพื่อให้นักธุรกิจแอมเวย์ทำธุรกิจได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น ล่าสุดได้นำเทคโนโลยี AR (Augmented Reality) มาพัฒนาในสื่อต่างๆ โดยเชื่อว่าจะเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้นักธุรกิจอิสระ ดำเนินธุรกิจได้สะดวกยิ่งขึ้น
สำหรับภาพรวม ธุรกิจเครือข่ายมีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปีที่ผ่านมามีอัตราเติบโตเฉลี่ย 7% มีมูลค่าตลาดรวมกว่า 7 หมื่นล้านบาท สำหรับปี 2556 คาดว่าจะเติบโตขึ้นเช่นกันที่ตัวเลขประมาณ 7% เทียบเท่าปีที่ผ่านมา เหตุเพราะแนวโน้มของจำนวนนักธุรกิจอิสระและผู้บริโภคมีอัตราสูงขึ้นทุกปี จากพฤติกรรมและทัศนคติของคนในปัจจุบันที่สนใจอาชีพที่สามารถตอบโจทย์ชีวิตได้ สามารถเป็นเจ้านายตนเอง นอกจากนี้คนไทยส่วนมากเริ่มมองหาโอกาสในการเป็นเจ้าของธุรกิจเพราะไม่อยากเป็นลูกจ้าง จากทัศนคตินี้ทำให้ธุรกิจเครือข่ายเป็นธุรกิจที่เปิดโอกาสในการเป็นเจ้าของกิจการ และมีโอกาสเป็นไปได้มากที่สุด
ขณะที่กระแสการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ที่กำลังจะมีผลในปลายปี 2558 เชื่อว่าจะส่งผลเชิงบวกต่อภาพรวมธุรกิจเครือข่าย เนื่องจากตลาดมีขนาดใหญ่ขึ้นและคนมีกำลังซื้อมากขึ้น ทำให้ธุรกิจเครือข่ายสามารถเติบโตได้มากขึ้นเช่นกัน นักธุรกิจอิสระจากประเทศไทยก็สามารถไปสร้างเครือข่ายในประเทศสมาชิกได้ ในส่วนของปัจจัยเชิงลบ การแข่งขันย่อมมีมากขึ้นเช่นกัน โดยนักธุรกิจอิสระจากประเทศอื่นก็จะสามารถเข้ามาทำธุรกิจเครือข่ายในไทยได้มากขึ้นตามไปด้วย ทำให้การแข่งขันในธุรกิจเครือข่ายนี้จะรุนแรงทั้งด้านการนำเสนอผลิตภัณฑ์ การโฆษณา รายการส่งเสริมการขาย แต่จะช่วยสร้างสีสันให้กับธุรกิจเครือข่ายและทำให้ผู้บริโภคได้รับประโยชน์มากยิ่งขึ้น







