
บางกอก บอนด์
ขณะนี้ประเทศไทยกำลังเติบโตอย่างมาก สิ่งที่ต้องการคือการสร้างสาธารณูปโภค และต้องการโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ จึงได้เห็นว่ารัฐบาลผ่าน พ.ร.บ.ใช้เงิน 2 ล้านล้านบาท เพื่อลงทุนด้านสาธารณูปโภคของประเทศ ให้ความสำคัญด้านถนน ขนส่งมวลชน รถไฟทั้งรางคู่ และไฮสปีด เทรน และงบจัดการด้านน้ำซึ่งจะเป็นสิ่งที่มีค่าสูงสุด ยิ่งกว่าพลังงานในอนาคต
ขณะนี้ประเทศไทยกำลังเติบโตอย่างมาก สิ่งที่ต้องการคือการสร้างสาธารณูปโภค และต้องการโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ จึงได้เห็นว่ารัฐบาลผ่าน พ.ร.บ.ใช้เงิน 2 ล้านล้านบาท เพื่อลงทุนด้านสาธารณูปโภคของประเทศ ให้ความสำคัญด้านถนน ขนส่งมวลชน รถไฟทั้งรางคู่ และไฮสปีด เทรน และงบจัดการด้านน้ำซึ่งจะเป็นสิ่งที่มีค่าสูงสุด ยิ่งกว่าพลังงานในอนาคต
แต่รัฐบาลมีลูกเยอะมากถึง 77 จังหวัด ต่างก็ต้องการใช้เงินสร้างสาธารณูปโภคในพื้นที่ของตัวเองทั้งสิ้น จังหวัดขนาดกลาง ขนาดเล็ก อ.บ.ต. จะมีงบของตัวเองได้ยากมาก ก็จะมาแย่งงบประมาณส่วนกลาง เช่น ของกระทรวงคมนาคม จนรัฐเองก็ยากที่จะจัดหาเงินมาลงทุนสาธารณูปโภคพอเพียงจะปรับปรุงทุกพื้นที่ทั้งประเทศ
กรุงเทพมหานคร (กทม.) เป็นพี่โตสุด ซึ่งตามนโยบายกระจายอำนาจ ควรให้พี่คนโตแบ่งเบาภาระการลงทุนจากรัฐให้มากที่สุด จะได้ไม่ต้องแย่งงบจากส่วนกลาง เพื่อจะได้เอาไปใช้ในที่อื่น ซึ่ง กทม.เองในอดีตก็มีการช่วยเหลือตนเอง เก็บภาษีท้องถิ่น และมีการสร้างองค์กรดูแลกิจกรรมสาธารณูปโภคซึ่งทั่วโลกจะมีเป็น บิสซิเนส อาร์ม ของนครหลวง ลอนดอน ปารีส โตเกียว ก็จะใช้วิสาหกิจเมืองใหญ่มาช่วยกู้เงิน สร้างดดยได้รับสิทธิจาก ก.ท.ม. มาดำเนินการ
แต่แม้กระนั้นการจะจัดหางบประมาณมาสร้างระบบสาธารณูปโภคที่ต้องสร้างให้ทันสมัย ให้รวดเร็ว พร้อมทั้งต้องบำรุงรักษาให้อยู่ในสภาพที่ใช้การได้ดีตลอดไป ต้องใช้งบเหนืองบประมาณที่ได้ ซึ่ง กทม.มีงบปีละ 56 หมื่นล้านบาท งบในการพัฒนา สร้างสาธารณูปโภคมีไม่ถึง 15% ที่เหลือเป็นงบสาธารณูปโภค เช่น รักษาพยาบาล โรงรียน เป็นงบเชิงสังคม และค่าใช้จ่ายประจำ จึงเห็นได้ว่างบลงทุนสาธารณูปโภคน้อยนิด ไม่พอกับการที่จะยกระดับสาธารณูปโภคของเมืองใหญ่ระดับ 2122 ของโลก ให้ดีได้
วิธีการพัฒนาการลงทุนสาธารณูปโภคนี้ ในด้านวิชาการ ถือว่าเป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะ จะพยายามใช้เงินจากภาษีอากรให้น้อยที่สุด การลงทุนส่วนใหญ่ต้องเป็นการกู้ หรือออกพันธบัตรมาลงทุน และต้องมีวิธีคิดว่า “Who use – Who pay” คือใครใช้ใครจ่าย
ช่น ขนส่งมวลชน อย่างทางด่วน ไฟฟ้า ประปา เก็บขยะ มิใช่ระบบภาษีจากทุกคนมาใช้ เพราะบางคนก็มิได้บริโภคสาธารณูปโภคในบางส่วน
วิธีการที่ทำกันทั่วโลกในการลดการใช้ภาษีส่วนรวม (ซึ่งควรจะเอามาใช้เพื่อให้บริการด้านสังคม) มาเป็นการจัดการเงินมาลงทุน และมีผลตอบแทนการเงิน ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลานานกว่าการลงทุนภาคเอกชน เช่น ถ้าเอกชนลงทุนทั่วไป อาจใช้เวลาตั้งแต่ 58 ปีในโครงการ แต่การลงทุนสาธารณูปโภคของรัฐอาจจะต้องใช้เวลา 12-15 หรือ 20 ปี การจะกู้เงินจากธนาคารทั่วไปคงจะยากเต็มที ง่ายสุดคือ ให้สัมปทาน เช่น เก็บขยะ ทางด่วน แม้ขนส่งมวลชนบางสาย เช่นในญี่ปุ่น ก็เปิดโอกาสให้สัมปทาน ใครใช้ต้องจ่าย และลดการใช้ภาษีรัฐ
วิธีอื่นๆ ที่นิยมมากอีกวิธี คือ ออกพันธบัตร หรือ บอนด์ ของท้องถิ่น บอกวัตถุประสงค์ให้ชัดเจนว่าจะเอามาทำอะไร ใช้เวลากี่ปี จะได้ดอกเบี้ยเท่าไร ซึ่งคงน้อยกว่าพันธบัตรเอกชน แต่ก็ให้เอาไปใช้หักภาษีได้ โดยเฉพาะภาษีท้องถิ่น เช่น ภาษีโรงเรือน หรือภาษีที่ดิน หรือจะเป็นภาษีอสังหาฯ ที่กำลังจะเกิดขึ้น การสร้างบางกอก บอนด์ มิใช่ของใหม่ ในสมัยท่านผู้ว่าฯ อภิรักษ์ โกษะโยธิน ได้เตรียมตัวให้สถาบันการเงินมาจัดชั้นองค์กร ว่าจะมีความสามารถจะใช้คืนได้ระดับใด เพื่อผู้ซื้อบอนด์จะเป็นสถาบันการเงินในประเทศ และประชาชนทั่วไปจะได้มั่นใจ
ขั้นต่อไป กทม.น่าจะลองจัดผู้ชำนาญการเงินมาช่วยคิดว่าจะมีโครงการอะไรที่ กทม.จะนำไปลงทุน และมีผลตอบแทนพอสมควร ก็จะมีส่วนช่วยพัฒนาเมืองใหญ่ระดับโลกได้อีกแรงจะทำทีไรก็ต้องของบกลางและไปเบียดเบียนจังหวัดที่เป็นน้องๆ ยังช่วยตัวเองไม่ได้
ดังนั้น ถ้าเป็นไปได้ กทม.ควรจะปรับวิธี ด้วยการลดของบส่วนกลางได้หรือไม่ โดยคิดว่าเป็นพับบลิก อินเวสต์เมนต์ โดยท้องถิ่นจะจัดหาวิธีลงทุนด้วยตัวเอง เปิดโอกาสให้เมืองพี่ใหญ่โตเสียที ก็ลองคิดดูครับ “บางกอก บอนด์” เพื่อเอามาพัฒนาสาธารณูปโภคของ กทม.เอง







