
น้ำตาลเร่งรุกตลาดภูมิภาค
ตั้งเป้าสัดส่วนส่งออกอาเซียน50%หลังปลดล็อกภาษีเงื่อนไขนำเข้า
ตั้งเป้าสัดส่วนส่งออกอาเซียน50%หลังปลดล็อกภาษีเงื่อนไขนำเข้า
คาดสัดส่วนไทยส่งออกน้ำตาลไปอาเซียนขยายตัวเป็น 50% หากทุกประเทศลดภาษีและเงื่อนไขนำเข้า
นายชลัช ชินธรรมมิตร์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานธุรกิจ บริษัท น้ำตาลขอนแก่น เปิดเผยว่า ในอุตสาหกรรมน้ำตาลอาเซียน ไทยเป็นประเทศที่ได้เปรียบมากด้านการส่งออก เพราะเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุด ซึ่งในอนาคตอาเซียนจะเป็นตลาดส่งออกที่สำคัญของไทย จากปัจจุบันสัดส่วนการส่งออกน้ำตาลไปตลาดอาเซียนอยู่ที่ 25% ซึ่งสามารถขยายเป็น 50% หากภาษีและเงื่อนไขการนำเข้าของทุกประเทศเริ่มปรับลดลงตามพันธสัญญาของการค้าอาเซียน
ทั้งนี้ ทุกประเทศในอาเซียนยกเว้นฟิลิปปินส์ต้องพึ่งพาการนำเข้าเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งจะช่วยให้ไทยไม่ต้องส่งน้ำตาลไปจำหน่ายในประเทศไกลๆ แต่สิ่งนี้จะเป็นไปได้ในกรณีที่ทุกประเทศในกลุ่มอาเซียนปรับลดภาษี จนทำให้อัตราภาษีการซื้อขายน้ำตาลภายในอาเซียนต่ำกว่าการซื้อน้ำตาลจากประเทศนอกกลุ่ม ซึ่งคงต้องใช้เวลา เพราะแต่ละประเทศนำเอาสินค้าน้ำตาลขึ้นเป็นสินค้าอ่อนไหว จึงจัดเก็บภาษีการนำเข้าสูงหรือกำหนดเงื่อนไขอื่น
สำหรับข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน กำหนดให้ประเทศสมาชิกในกลุ่มต้องปรับลดภาษีนำเข้าสินค้าต่างๆ รวมทั้งน้ำตาลลงเหลือ 0% ในวันที่ 1 ม.ค. 2553 โดยมียกเว้นบางประเทศ เช่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนใหม่อันได้แก่ ลาว เมียนมาร์ กัมพูชา และเวียดนาม ที่ขอเวลาปรับตัว โดยจะทยอยปรับลดภาษีน้ำตาลลงเป็นลำดับ
นายชลัช กล่าวถึงการลงทุนในอาเซียนว่า หากไปลงทุนปลูกอ้อยอย่างเดียวคงทำได้ยาก เพราะอ้อยเป็นสินค้าที่ต้องมีการขนส่งไปโรงงาน ผู้ประกอบการส่วนใหญ่จึงต้องไปตั้งโรงงานเพื่อผลิตน้ำตาลในประเทศเพื่อนบ้าน และส่งน้ำตาลกลับมา
ขณะที่บริษัท น้ำตาลขอนแก่น ได้ลงทุนตั้งโรงงานน้ำตาลที่เกาะกง ประเทศกัมพูชา มีกำลังการผลิตปีละ 1 แสนตัน และมีเป้าหมายผลิตเพื่อการส่งออกไปยังสหภาพยุโรป (อียู) 100% เนื่องจากกัมพูชาได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) จากอียู และยังรับซื้อน้ำตาลจากกัมพูชาในราคาพิเศษ โดยโรงงานน้ำตาลนี้ใช้เงินลงทุนก่อสร้าง 3,500 ล้านบาท
อย่างไรก็ดี ปัจจุบันยังผลิตน้ำตาลได้เพียง 30% ของกำลังการผลิตรวม 1 แสนตันต่อปี เพราะระบบสาธารณูปโภคในกัมพูชายังไม่พร้อมทั้งด้านไฟฟ้า ถนน ซึ่งทำให้กำลังการผลิตยังเดินได้ไม่เต็มที่ ซึ่งคงต้องใช้เวลาให้ระบบสาธารณูปโภคได้รับการพัฒนามากขึ้น และให้เติบโตไปพร้อมๆกับท้องถิ่น







