
CPFย้ำพ้นจุดต่ำสุด รับบาทแข็งกระทบ
CPF ลั่นไตรมาสแรกเป็นจุดต่ำสุดของบริษัทแล้ว ตั้งเป้ารายได้ปีนี้โตอย่างน้อย 10%
CPF ลั่นไตรมาสแรกเป็นจุดต่ำสุดของบริษัทแล้ว ตั้งเป้ารายได้ปีนี้โตอย่างน้อย 10%
นายอดิเรก ศรีประทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) เปิดเผยในที่ประชุมผู้ถือหุ้นว่า ผลประกอบการบริษัทไตรมาสแรกปี 2556 จะเป็นช่วงต่ำสุดของปีนี้ เพราะได้รับผลกระทบจากราคาเนื้อสัตว์ที่ตกต่ำมาต่อเนื่องจากปีก่อน และคาดว่าจะเริ่มดีขึ้นในไตรมาส 2 เพราะเริ่มเห็นราคาไก่ปรับขึ้นมาในระดับ 4748 บาทต่อกิโลกรัม ราคาเนื้อหมู 6970 บาทต่อกิโลกรัม
สำหรับผลประกอบการไตรมาส 2 ยังดีแต่ไม่ได้ตามที่ตั้งใจไว้ เนื่องจากได้รับผลกระทบจากโรคชนิดใหม่ของกุ้ง ซึ่งหากบริษัทสามารถแก้ไขสถานการณ์ได้ คาดว่าผลประกอบการในช่วงครึ่งปีหลังของบริษัทจะกลับมาโดดเด่น
“จากภาวะที่เริ่มเห็นราคาเนื้อสัตว์ฟื้นตัวดีขึ้น บริษัทคาดว่าปีนี้จะมีรายได้เติบโตขั้นต่ำ 10% จากปีก่อนที่ทำได้ 3.78 แสนล้านบาท” นายอดิเรก กล่าว
กรณีค่าเงินบาทที่แข็งค่า นายอดิเรก กล่าวว่า บริษัทได้รับผลกระทบจากปัญหาดังกล่าวแม้บริษัทจะมีการคงที่อัตราแลกเปลี่ยนไว้ แต่ก็ไม่สามารถครอบคลุมได้หมด เนื่องจากค่าเงินบาทแข็งค่าเร็วมาก แต่ก็จะพยายามบริหารให้ดีที่สุด
อย่างไรก็ตาม การที่บริษัทมีสัดส่วนการส่งออก 3 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น 9% ของรายได้ ซึ่งบริษัทก็มีสัดส่วนการนำเข้าวัตถุดิบที่เป็นอาหารสัตว์หรือเคมีภัณฑ์เข้ามาในสัดส่วนใกล้เคียงกับส่งออก เท่ากับเป็นการบริหารความเสี่ยงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนโดยธรรมชาติ
นอกจากนั้น ปีนี้คาดว่าบริษัทจะเปิดโรงงานผลิตอาหารสำเร็จรูปที่ประเทศจีน 2 แห่ง ซึ่งถือเป็นโอกาสดีที่ทางการจีนได้อนุญาตให้ซีพีนำเนื้อหมูและไก่เข้ามาผลิตได้ ดังนั้นทำให้บริษัทมีความคล่องตัวในการผลิตมาก
นอกจากนี้ ผู้ถือหุ้น CPF ถามว่าจะได้ประโยชน์อย่างไรจากการที่ซีพี ออลล์ ไปซื้อหุ้นแม็คโคร นายอดิเรก กล่าวว่า น่าจะเป็นบวกกับ CPF ที่เป็นผู้ผลิตอาหารและมีความต้องการกระจายอาหารให้กับผู้ค้าส่ง







