
หุ้นสูญ2.3แสนล้านสังเวยพรก.ฉุกเฉินแนะถือเงินสด
หุ้นไทยเซ่น พ.ร.ก.ฉุกเฉิน วันเดียวสูญ 2.3 แสนล้าน ต่างชาติขายครั้งแรกรอบ 31 วัน แนะขายหุ้นในพอร์ต ห่วงกองทุนนอกลดน้ำหนักการลงทุน
หุ้นไทยเซ่น พ.ร.ก.ฉุกเฉิน วันเดียวสูญ 2.3 แสนล้าน ต่างชาติขายครั้งแรกรอบ 31 วัน แนะขายหุ้นในพอร์ต ห่วงกองทุนนอกลดน้ำหนักการลงทุน
หุ้นตกทั่วเอเชีย ตลาดไทยอาการหนักสุด รูดแรงถึง 3.53% ปรับตัวลง 28.70 จุด ดัชนีปิดที่ 783.93 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายทั้งสิ้น 40,242 ล้านบาท โดยนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 1,403 ล้านบาท นับเป็นครั้งแรกหลังซื้อสุทธิมานานถึง 31 วัน
ขณะที่มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม (มาร์เก็ตแคป) วันเดียวหายไป 2.3 แสนล้านบาท จากวันก่อนอยู่ที่ 6.53 ล้านล้านบาท ลดลงมาเหลือ 6.30 ล้านล้านบาท
สาเหตุสำคัญที่ทำให้ดัชนีหุ้นไทยดิ่งลงแรงกว่า 31.93 จุด แตะระดับ 780.70 จุด ระหว่างวัน หลังรัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินขั้นรุนแรง ซึ่งถือว่าหุ้นไทยร่วงหนักสุดในโลกและลดลงแรงสุดในรอบ 5 เดือน
นายประเวช องอาจสิทธิกุล ผู้ช่วยเลขาธิการอาวุโส สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า เป็นไปได้ทั้งกองทุนหรือนักลงทุนต่างประเทศจำเป็นต้องขายหุ้นไทย หลังประเทศไทยประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของกองทุนแต่ละแห่ง และอาจจะเป็นการขายหุ้นเมื่อมีความเสี่ยงทางการเมืองมากขึ้น
“ต่างชาติขายหุ้นไทยออกมาบ้าง เหมือนกับที่รัฐบาลของหลายประเทศเตือนหรือวางแผนในการดูแลความปลอดภัยของประชาชนของเขาที่อยู่ในประเทศไทย เพราะการประกาศใช้ พ.ร.ก. เป็นความเสี่ยงมากขึ้น แต่ก็หวังว่าคงไม่มีกองทุนใดที่ปรับลดน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นไทย เพราะหากเป็นอย่างนั้นกว่าจะปรับขึ้นมาต้องใช้เวลานาน ไม่ใช่เป็นการขายทำกำไรซึ่งเดี๋ยวก็กลับเข้ามาใหม่ เนื่องจากพื้นฐานเศรษฐกิจและบริษัทจดทะเบียนดีเหลือเกิน” นายประเวช กล่าว
นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้อำนวยการอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส กล่าวว่า นักลงทุนต่างชาติใช้จังหวะที่รัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเพื่อขายทำกำไรหลังจากเข้ามาซื้อติดต่อกัน 31 วันทำการ มูลค่ากว่า 5.86 หมื่นล้านบาท ซึ่งมีกำไรแล้วร่วม 12% จากดัชนีหุ้นและกำไรอัตราการแลกเปลี่ยน
นางภรณี ทองเย็น ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ บล.เอเชีย พลัส กล่าวว่า หากนักลงทุนต่างชาติเทขายหุ้นออกมา 50% จากที่ได้ซื้อสะสมเข้าไป ก็น่าจะกดดัชนีให้ปรับตัวลงลึกได้ถึง 760 จุดได้ ส่วนตลาดหุ้นไทยหลังจากนี้คงต้องเกาะติดสถานการณ์การเมืองให้ดี
“หากเกิดความรุนแรงขึ้น รัฐบาลก็อาจต้องตกเป็นจำเลยหรือถูกกดดันทางการเมืองมากขึ้น และอาจนำไปสู่การยุบสภาเร็วขึ้นภายใน 1-2 เดือน”
ทั้งนี้ ข้อมูลในอดีตพบว่าทุกครั้งที่มีการยุบสภา ดัชนีหุ้นไทยจะปรับตัวลง 1-5% ก่อนการยุบสภา 1-2 สัปดาห์ และหลังยุบสภาหุ้นก็ยังคงปรับตัวลงต่ออีก ส่วนจะมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับสถานการณ์
อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ทางฝ่ายวิจัยได้แนะนำให้ลดน้ำหนักการลงทุนในหุ้นเหลือ 30% จากก่อนหน้าให้ลงทุนหุ้น 40% เพื่อรอประเมินสถานการณ์
สำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนระยะสั้น แนะนำให้ซื้อหุ้นที่ราคายังปรับตัวเพิ่มขึ้นมาไม่มาก เช่น หุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง โดยเฉพาะหุ้นเหล็ก และหุ้นกลุ่มยานยนต์ เป็นต้น ส่วนนักลงทุนระยะยาวแนะนำหุ้นเกี่ยวกับน้ำและไฟฟ้า เช่น หุ้นน้ำประปาไทย (TTW) บริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก (EASTW) และบริษัท โกลว์พลังงาน (GLOW)
บล.พัฒนสิน แนะนำให้ซื้อหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งได้รับอานิสงส์จากเงินบาทที่อ่อนค่าลงและกำไรในงวดไตรมาสแรกปีนี้ดีมาก
น.ส.ธีรดา ชาญยิ่งยงค์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) ให้แนวรับสำคัญที่ 780 และ 750 จุด ตามลำดับ แต่เป้าหมายดัชนีด้านพื้นฐานสิ้นปีนี้ที่ 810 จุด แต่หากมีเงินไหลเข้าต่อเนื่องจะทำให้ดัชนีไปได้ถึง 840 จุด







