posttoday
เอสซีจีปรับโครงสร้างธุรกิจก่อสร้างรุกอาเซียน

เอสซีจีปรับโครงสร้างธุรกิจก่อสร้างรุกอาเซียน

24 เมษายน 2556

เอสซีจี ปรับโครงสร้างบริหาร รวม 3 ธุรกิจเป็นหนึ่ง พร้อมรุกขยายธุรกิจเซรามิกในเวียดนาม เพื่อมุ่งสู่ผู้นำอาเซียนอย่างยั่งยืน

เอสซีจี ปรับโครงสร้างบริหาร รวม 3 ธุรกิจเป็นหนึ่ง พร้อมรุกขยายธุรกิจเซรามิกในเวียดนาม เพื่อมุ่งสู่ผู้นำอาเซียนอย่างยั่งยืน

นายกานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เปิดเผยว่า งบการเงินรวมก่อนสอบทานประจำไตรมาส 1 ปี 2556 ของเอสซีจี มีกำไรสำหรับงวด 8,796 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 47% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากการเติบโตอย่างต่อเนื่องของทุกธุรกิจ ประกอบกับมีส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมเพิ่มขึ้น โดยเอสซีจีมีรายได้จากการขาย 109,439 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นผลมาจากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้นของธุรกิจกระดาษ และธุรกิจซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง

เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา เอสซีจี มีรายได้จากการขายเพิ่มขึ้น 10% และมีกำไรสำหรับงวดเพิ่มขึ้น 27% เนื่องจากปริมาณขายที่เพิ่มขึ้นของธุรกิจซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง และการฟื้นตัวของธุรกิจเคมีภัณฑ์ ขณะที่ ธุรกิจของเอสซีจีในอาเซียนนอกเหนือจากประเทศไทย ในไตรมาสที่ 1 ของปี 2556 มีรายได้จากการขาย 8,280 ล้านบาท คิดเป็น 8% ของรายได้รวม เพิ่มขึ้น 36~ จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ปัจจุบัน เอสซีจีมีสินทรัพย์รวมในอาเซียน มูลค่า 53,634 ล้านบาท หรือประมาณ 13% ของสินทรัพย์รวมของบริษัท

นายกานต์ เปิดเผยว่า เอสซีจีได้ปรับโครงสร้างการบริหารงานภายใน โดยรวม 3 ธุรกิจของเอสซีจี ได้แก่ ซิเมนต์ ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง และจัดจำหน่าย เข้าด้วยกัน รวมเรียกว่า เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง หรือ SCG Cement-Building Materials โดยถือเป็นกลยุทธ์เชิงรุกของเอสซีจีในการขยายธุรกิจในอาเซียน ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนานวัตกรรมสินค้าและบริการ รวมถึงเทคโนโลยีในการพัฒนาสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูง (High Value Added Products & Services : HVA) สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ พร้อมสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจเอสซีจีอย่างยั่งยืนได้ในระยะยาว

ทั้งนี้ เอสซีจีจะมุ่งเน้นลงทุนในธุรกิจซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้างมากยิ่งขึ้น เนื่องจากคาดว่าธุรกิจดังกล่าวจะมีอัตราการเติบโตที่เพิ่มสูงขึ้นในอนาคต โดยในปีที่ผ่านมา ธุรกิจดังกล่าวมียอดขายรวม 154,537 ล้านบาท หรือคิดเป็น 36% ของรายได้จากการขายรวมทั้งหมด มีกำไรสุทธิรวม 13,129 ล้านบาท หรือประมาณครึ่งหนึ่งของกำไรสุทธิตามงบการเงินรวมของบริษัท และคาดว่าสัดส่วนรายได้รวมของธุรกิจนี้จะเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 40% ของรายได้จากการขายรวมทั้งหมด ในอีก 5 ปีข้างหน้า

“เอสซีจี มุ่งมั่นเพิ่มศักยภาพการแข่งขันและเป็นผู้นำตลาดสินค้าวัสดุก่อสร้างในภูมิภาค ตามวิสัยทัศน์ผู้นำธุรกิจอย่างยั่งยืนในอาเซียน ล่าสุดได้เข้าถือหุ้นใน Prime Group Joint Stock Company หรือ Prime Group ผู้ผลิตกระเบื้องเซรามิกชั้นนำของเวียดนาม 85% อย่างสมบูรณ์แล้ว ด้วยมูลค่าธุรกิจประมาณ 7,200 ล้านบาท ส่งผลให้เอสซีจีมีกำลังการผลิตเซรามิกรวมทั้งหมด 225 ล้านตารางเมตร สูงสุดเป็นอันดับหนึ่งของโลก โดย 48% อยู่ในประเทศไทย อีก 33% ในประเทศเวียดนาม ส่วนอีก 14% ในประเทศอินโดนีเซีย และ 5% ในประเทศฟิลิปปินส์” นายกานต์ กล่าว

นอกจากนี้  คณะกรรมการบริษัทฯ ยังได้อนุมัติการลงทุนเพื่อเพิ่มคุณภาพสินค้า และขยายการผลิต LDPE ของบริษัท ไทยโพลิเอททิลีน ในเอสซีจี เคมิคอลส์ อีก 60,000 ตันต่อปี รวมเป็น 152,000 ตันต่อปี ด้วยเงินลงทุน 2,475 ล้านบาท ซึ่งเป็นสินค้าที่ใช้ในอุตสาหกรรมเคลือบบรรจุภัณฑ์คุณภาพสูงที่มีศักยภาพเติบโตดี โดยจะเริ่มผลิตได้ในปี 2559

ที่ผ่านมา เอสซีจี มียอดขายสินค้า HVA เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยไตรมาสแรกของปีนี้ เอสซีจีมียอดขายสินค้า HVA 37,504 ล้านบาท คิดเป็น 34% ของยอดขายรวม ขณะที่สินค้า SCG eco value มียอดขาย 22,668 ล้านบาท คิดเป็น 21% ของยอดขายรวม เติบโตขึ้นจากปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 14~ ของยอดขายรวม

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ