
การคุมผู้ต้องขังโดย EM
ในปัจจุบันกรมราชทัณฑ์ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงยุติธรรม มีหน้าที่ต้องดูแลนักโทษในความผิดฐานต่างๆ จำนวนถึง 2.6 แสนคน ขณะที่เรือนจำทั่วประเทศจำนวน 143 แห่ง มีความสามารถในการรองรับนักโทษได้เพียง 1.9 แสนคนเท่านั้น ทำให้สภาพความเป็นอยู่ของผู้ต้องขังในเรือนจำเป็นไปด้วยความแออัดยัดเยียด ซึ่งก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผู้ต้องขังก่อเหตุความไม่สงบภายในเรือนจำอยู่บ่อยครั้ง
ในปัจจุบันกรมราชทัณฑ์ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงยุติธรรม มีหน้าที่ต้องดูแลนักโทษในความผิดฐานต่างๆ จำนวนถึง 2.6 แสนคน ขณะที่เรือนจำทั่วประเทศจำนวน 143 แห่ง มีความสามารถในการรองรับนักโทษได้เพียง 1.9 แสนคนเท่านั้น ทำให้สภาพความเป็นอยู่ของผู้ต้องขังในเรือนจำเป็นไปด้วยความแออัดยัดเยียด ซึ่งก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผู้ต้องขังก่อเหตุความไม่สงบภายในเรือนจำอยู่บ่อยครั้ง
กรมราชทัณฑ์จึงได้พยายามทำให้แนวคิดในการคุมขังนักโทษภายนอกเรือนจำเป็นจริงขึ้นมา เพื่อเป็นมาตรการในการระบายนักโทษออกไปคุมขังยังสถานที่ข้างนอก และทำให้ปริมาณนักโทษคลายความหนาแน่นลงมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน กระทรวงยุติธรรมได้เห็นว่าการนำเครื่อง Electronic Monitoring หรือ EM ซึ่งจะมีการแจ้งเตือนมายังผู้ควบคุมเมื่อนักโทษออกนอกพื้นที่ควบคุม มาใช้เป็นเครื่องมือในการคุมขังนักโทษนอกเรือนจำเป็นรูปธรรมอันหนึ่ง วิธีการดังกล่าวล้วนแต่เคยมีประเทศอื่นใช้มาแล้วไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ แคนาดา ส่วนในเอเชียมีสิงคโปร์และเกาหลีใต้ กระทรวงยุติธรรมได้ออกกฎกระทรวงเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการจำคุกแบบอื่น โดยให้นักโทษใส่อุปกรณ์ EM ติดตัวแทนการจำคุก อุปกรณ์ดังกล่าวจะสามารถตรวจสอบที่อยู่และจำกัดขอบเขตในการเดินทางของนักโทษได้
แม้การนำอุปกรณ์ EM มาใช้กับนักโทษเพื่อให้สามารถคุมขังและจำกัดการเดินทางหรือจำกัดอาณาเขตนอกเรือนจำได้ ตลอดจนคลี่คลายความแออัดของปริมาณนักโทษได้ อีกทั้งจนถึงขณะนี้กระทรวงยุติธรรมได้ประกาศใช้กฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการจำคุก โดยวิธีการอื่นที่สามารถจำกัดการเดินทางและอาณาเขต ซึ่งมีผลบังคับใช้ทันทีหลังจากประกาศในราชกิจจานุเบกษา กรมราชทัณฑ์ก็ยังจำเป็นที่จะต้องออกกฎระเบียบ ตลอดจนแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนเพื่อจำแนกแยกแยะว่าจะนำเอานักโทษประเภทใดมาเข้าโครงการควบคุมนอกเรือนจำดังกล่าว ซึ่งค่อนข้างเป็นที่แน่ชัดว่าจะไม่นำมาตรการดังกล่าวมาใช้กับนักโทษคดีอุกฉกรรจ์ หรือนักโทษคดีโทษหนัก เช่น โทษประหารชีวิต และนักโทษในคดีจำหน่ายยาเสพติด เป็นต้น ซึ่งตามกฎกระทรวงดังกล่าวจะเน้นไปที่กลุ่มผู้ต้องขัง 4 กลุ่ม ที่จะใช้สิทธินี้ได้ ประกอบไปด้วยกลุ่มผู้ต้องหาชราหรือป่วยเป็นโรคเอดส์ระยะสุดท้าย ไตวายเรื้อรัง มะเร็งระยะสุดท้าย ซึ่งหากต้องจำคุกต่อไปต้องเสียชีวิตและต้องออกไปรับการรักษา เช่น ฟอกไต หรือฉายรังสีทุกสัปดาห์ กลุ่มที่ต้องออกไปดูแลลูกและภรรยาหรือพ่อแม่ที่แก่ชราและไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ กลุ่มผู้เจ็บป่วยเรื้อรังและต้องเข้ารับการรักษาต่อเนื่อง และกลุ่มนักโทษที่มีเหตุทุเลาการลงโทษ เช่น ต้องคลอดบุตร หรือวิกลจริต
นอกจากการกำหนดประเภทของผู้ต้องขังที่อยู่ในกลุ่มคุมขังโดยวิธีอื่น กฎกระทรวงฉบับนี้ยังมีเงื่อนไขสำคัญอีกประการหนึ่ง ซึ่งจะบังคับใช้เฉพาะกับนักโทษที่ต้องโทษจำคุกแล้ว และอยู่ในการคุมขังของเรือนจำมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของโทษตามที่ศาลมีคำสั่ง หากนักโทษรายใดไม่เข้าเงื่อนไขตามที่กล่าวมา ก็จะไม่นำวิธีการคุมขังรูปแบบใหม่นี้ไปใช้บังคับ
แม้หลักการสำคัญของการควบคุมตัวผู้ต้องขังโดยอุปกรณ์ EM หรือการคุมขังรูปแบบใหม่ตามกฎกระทรวง ดูเหมือนจะมีความครอบคลุมและอาจนำมาใช้ได้ แต่ก็คงต้องรอดูรายละเอียดในแนวทางปฏิบัติที่จะออกมาเป็นกฎเกณฑ์ภายใต้กฎกระทรวงนี้อีกครั้งหนึ่งว่าจะสามารถป้องกันปัญหาที่ไม่คาดคิดว่าจะเกิดจากการใช้มาตรการคุมขังรูปแบบใหม่นี้หรือไม่ ซึ่งกระทรวงยุติธรรมโดยกรมราชทัณฑ์ในฐานะเจ้าภาพเรื่องนี้คงต้องกำหนดรายละเอียดและวิธีปฏิบัติโดยรอบคอบ และไม่ควรรีบร้อนประกาศใช้ หากเห็นว่ายังมีปัญหาที่ไม่สามารถจัดการได้ เพื่อให้มาตรการคุมขังรูปแบบใหม่นี้สามารถลดปัญหาความแออัดในเรือนจำได้ และทำให้การรับโทษตามกฎหมายของผู้กระทำผิดมีผลบังคับที่แท้จริงด้วย







