
ถึงเวลาแก้ไขพรบ.คอมพ์ให้เท่าทันเทคโนโลยี
โดย...พรหมเมศร์ ศิริสุขวัฒนานนท์
โดย...พรหมเมศร์ ศิริสุขวัฒนานนท์
เป็นเวลากว่า 5 ปีที่ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มีการใช้งานมา และวันนี้ถึงเวลาที่ต้องนำกฎหมายฉบับดังกล่าวกลับมาทบทวนว่ามีปัญหาในการใช้งานอย่างไรบ้าง และต้องปรับแก้กันอย่างไร โดยเฉพาะเพื่อให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่ที่เร็วยิ่งกว่าคือการใช้งานของคนนี่เอง ทั้งที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ เช่น การโพสต์ข้อความในเว็บไซต์ การส่งต่ออีเมล หรือการดาวน์โหลดซอฟต์แวร์จากอินเทอร์เน็ต และที่พยายามตั้งใจใช้ไอทีเป็นเครื่องมือเพื่อสร้างประโยชน์โดยการเอาเปรียบผู้อื่น เช่น การจารกรรมข้อมูล การทำฟิชชิ่งเพื่อหลอกล่อผู้อื่น การส่งอีเมลสแปมเพื่อโฆษณาแต่สร้างความเดือดร้อน เพราะเมื่อมีอินเทอร์เน็ตมาเกี่ยวข้อง ทำให้โลกนี้ไร้พรมแดนมากขึ้น และที่สำคัญยิ่งกว่าคือ การใช้สมาร์ตโฟนได้เข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการใช้งานอินเทอร์เน็ตไปอย่างสิ้นเชิง และเพิ่มจำนวนผู้ใช้อย่างมหาศาล
จากที่ผ่านมาได้เห็นแล้วว่าความไม่ชัดเจนในบางประการของ พ.ร.บ.คอมพ์ ทำให้การตีความผิดไปจากเจตนารมณ์เดิมที่วางไว้ รวมถึงยังส่งผลต่อการตัดสินใจเข้ามาลงทุนทำธุรกิจในประเทศไทยของบริษัทจากต่างประเทศ เช่น ยูทูบ นี่คือส่วนเสียโอกาสอย่างยิ่ง เพราะประเทศไทยมียอดผู้บริโภคเว็บไซต์วิดีโอยูทูบสูงติดอันดับต้นๆ ของโลก แต่เจ้าของคอนเทนต์ในไทย กลับไม่สามารถหาเงินจากส่วนแบ่งรายได้โฆษณาจากยูทูบได้ ดังนั้นการทบทวนเพื่อปรับปรุงกฎหมายจึงเป็นสิ่งจำเป็น
สุรางคณา วายุภาพ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ สพธอ. กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือไอซีที กล่าวว่า ได้มีการรวบรวมปัญหาในการบังคับใช้ตัวกฎหมายและจัดทำเป็นร่าง พ.ร.บ.คอมพ์ โดยคำนึงถึงเรื่องสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลมากขึ้น แต่ก็ต้องใส่ใจเรื่องความมั่นคงด้วย ร่างดังกล่าวยังไม่สรุปและอยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นจากรอบด้าน
สำหรับประเด็นปัญหาหลักที่พบ เช่น การกำหนดและตีความมาตรา 15 ของ พ.ร.บ.คอมพ์ กล่าวถึงการรับผิดชอบของผู้ให้บริการ ที่กินความกว้างและมีผลต่อผู้ให้บริการในทุกระดับ เช่น หากเป็นผู้ให้บริการ ดาตาเซ็นเตอร์ และผู้เช่าใช้มีการกระทำความผิดใดๆ เกิดขึ้น อาจต้องรับผิดชอบร่วมกัน มาตราดังกล่าวส่งผลให้ผู้ให้บริการธุรกิจอินเทอร์เน็ตในต่างประเทศหลายราย ชะลอการเข้าทำธุรกิจในประเทศไทย เช่น ยูทูบ อเมซอน เนื่องจากการเข้ามาให้บริการในไทย อาจเสี่ยงต่อการรับผิดต่อการกระทำของผู้ใช้บริการที่เกิดขึ้น ถือว่าการเสียโอกาสทางธุรกิจในไทย
ส่วนต่อมาคือปัญหาการบังคับใช้กฎหมาย มีความสับสนไม่ชัดเจนในหลายส่วน และเปิดช่องให้มีการตีความมากเกินไป เช่น ความผิดฐานหมิ่นประมาท ที่เกิดขึ้นบนอินเทอร์เน็ต ไม่จำเป็นต้องใช้ พ.ร.บ.คอมพ์ เข้ามาพิจารณาและมีฐานความผิดต่างจากกฎหมายอาญาเรื่องหมิ่นประมาท เนื่องจากการกระทำดังกล่าวไม่ว่าจะเกิดขึ้นที่ใด ก็ถือเป็นเรื่องหมิ่นประมาทเช่นเดียวกัน แต่ยังมีประเด็นที่การกระทำความผิดที่เกินกว่าอยู่ในคอมพิวเตอร์ เช่น การทำฟิชชิ่งเพื่อหลอกลวงผ่านเว็บไซต์ให้คนโอนเงินให้ หรือหลอกลวงเอาหมายเลขบัตรเครดิต การส่งสแปมเมลเพื่อล่อลวงทำธุรกิจต่างๆ เป็นส่วนที่ต้องมีการตีความให้รัดกุมยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ ยังต้องตีความถึงการทำสำเนา (Copy) เพราะในทางคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต การคัดลอกข้อมูลหรือคอนเทนต์ต่างๆ อาจเข้าข่ายลักทรัพย์ได้ ต้องมีกฎหมายออกมาให้คำจำกัดความ อะไรที่สามารถทำสำเนาได้โดยไม่ผิดกฎหมาย อะไรที่ถือเป็นการคัดเลือกเนื้อหาที่ผิดกฎหมาย
สุรางคณา กล่าวต่อไปว่า เรื่องของอำนาจเจ้าหน้าที่ก็ยังขาดความชัดเจนเช่นกัน ในฝั่งของเจ้าหน้าที่ มีความรู้สึกว่าถูกควบคุมมากเกินไป ทำให้ทำงานได้ช้า แต่ในมุมของประชาชนอาจรู้สึกว่าเจ้าหน้าที่มีอำนาจมากเกินไป สามารถเข้าดูระบบคอมพิวเตอร์ภายในได้ ซึ่งเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล และเรื่องความมั่นคงไปพร้อมๆ กับเรื่องนี้เชื่อมโยงถึงการปิดเว็บ ที่หากอาศัยการตีความมากเกินไปอาจทำให้เกิดความเสียหายได้เช่นกัน
“กระทรวงไอซีทีทำงานได้ลำบากพอสมควร เรื่องการปิดเว็บไซต์ เรื่องความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ต่างๆ มีอยู่พอสมควร แต่บางครั้งไม่สามารถเปิดเผยได้มากนัก เพราะเป็นเรื่องของภาพลักษณ์ประเทศ จะไม่ทำก็ไม่ได้ จะทำบางครั้งก็กระทบสิทธิเสรีภาพ” สุรางคณา กล่าว
อีกประเด็นที่มีความสำคัญมาก คือ เรื่องความปลอดภัยข้อมูลส่วนบุคคล ยิ่งทุกวันนี้การใช้งานออนไลน์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ประเด็นนี้ยังมีการพูดถึงน้อยมาก และยังขาดความตระหนักจากสังคม การซื้อของออนไลน์ การใช้งานโซเชียลเน็ตเวิร์ก การทำธุรกรรมผ่านสมาร์ตโฟน ทั้งหมดเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลทั้งหมด เพราะทุกกระบวนการที่เกิดขึ้นมีเรื่องข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ และมีการเปิดเผยกันง่ายมาก และอาจถูกนำไปใช้ประโยชน์ได้ทั้งสิ้น เป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้การปกปิดเพื่อความปลอดภัย
ดังนั้น การแก้ไข พ.ร.บ.คอมพ์ จึงต้องเร่งดำเนินการอย่างรอบคอบ ที่ผ่านมาทำการรับฟังความคิดเห็นเฉพาะกลุ่มไป 5 ครั้ง จากกลุ่มที่เน้นเรื่องสิทธิเสรีภาพ กลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐ กลุ่มประชาชนผู้บริโภค กลุ่มเน้นเรื่องความปลอดภัย และกลุ่มผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เพื่อให้ได้รับข้อมูลโดยตรงจากทุกฝ่าย และจะเปิดรับฟังความคิดเห็นใหญ่อีกครั้ง
สิ่งที่ต้องเกิดขึ้นชัดเจนนอกจากตามหัวข้อต่างๆ แล้ว การดูแลเรื่องแฮกเกอร์ต้องจริงจังมากขั้น เพราะมีภัยประเภทนี้รุนแรงขึ้นในประเทศไทย กลไกการปิดเว็บไซต์ต้องชัดเจนมากขึ้น รวมถึงการดูแลกลุ่มผู้ใช้สมาร์ตโฟน เพราะมีการใช้อินเทอร์เน็ตผ่านสมาร์ตโฟนมากขึ้น กฎหมายต้องครอบคลุมไปถึง ประชาชนต้องได้ประโยชน์และต้องมีสิทธิเสรีภาพภายใต้ความมั่นคงของประเทศ ซึ่งคาดว่ากว่าจะรับฟังความคิดเห็นครบถ้วน และจัดทำเป็นร่างแก้ไขสมบูรณ์เสนอ ครม. อาจจะต้องรอถึงปีหน้าเพื่อเสนอเข้าสภา







