
โยนสภาตัดสินต่อเส้นทางรถไฟเร็วสูง
"วราเทพ" ชี้หากสภาเห็นชอบแก้ไขต่อเส้นทางรถไฟเร็วสูงก็สามารถทำได้ แต่เป็นไปได้ยาก สำนักงบฯยันลงทุน 2 ล้านล้านผ่านพรบ.ฉลุยกว่าระบบปกติ
"วราเทพ" ชี้หากสภาเห็นชอบแก้ไขต่อเส้นทางรถไฟเร็วสูงก็สามารถทำได้ แต่เป็นไปได้ยาก สำนักงบฯยันลงทุน 2 ล้านล้านผ่านพรบ.ฉลุยกว่าระบบปกติ
การประชุมคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม สภาผู้แทนราษฎร ได้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาเป็นรายมาตรา
ทั้งนี้สส.พรรคประชาธิปัตย์ส่วนใหญ่ อาทิ นายกรณ์ จาติกวณิช นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ เป็นต้น ได้สอบถามต่อที่ประชุมว่าถ้าในกรณีที่เห็นว่าโครงการรถไฟความเร็วสูงเส้นทางกทม.ถึงเชียงใหม่ไม่คุ้มค่าทางกมธ.จะมีอำนาจในการตัดทิ้งได้หรือไม่เพื่อเอางบประมาณในส่วนนั้นไปลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆแทน
นายอรรถวิชช์ กล่าวว่า ตอนนี้เริ่มมีความชัดเจนว่าเส้นทางสู่เชียงใหม่อาจจะมีความไม่คุ้มทุนเพราะไม่ได้ตอบโจทย์เรื่องการขนส่งและสร้างศักยภาพการแข่งขันและเชื่อมโยงอาเซียน ดังนั้น เห็นว่าอาจจะต้องตัดงบประมาณส่วนนี้เพื่อนำงบประมาณไปเสริมเส้นทางสายอีสานที่สุดแค่นครราชสีมาไปให้ถึงหนองคายหรือเอาไปลงทุนสร้างเส้นทางลงภาคใต้ไปให้ถึงปาดังเบซาร์จากเดิมสิ้นสุดโครงการแค่หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์
นายวราเทพ รัตนากร รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองประธานกมธ. กล่าวว่า ถ้าจะทำอย่างที่พรรคประชาธิปัตย์ตั้งข้อสังเกตก็สามารถทำได้ เพราะร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้เหมือนกับการพิจารณาร่างพ.ร.บ.ทั่วไปตามข้อบังคับการประชุมสภาฯซึ่งคณะกมธ.สามารถใช้มติเสียงข้างมากเพื่อปรับแก้ไขถ้อยคำได้ แต่ที่สำคัญขึ้นอยู่กับที่ประชุมสภาฯจะเห็นชอบหรือไม่ด้วย อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าในทางปฎิบัติการเสนอแก้ไขลักษณะนี้เป็นไปได้ค่อนข้างยาก
น.ส.จารุวรรณ เฮงตระกูล กรรมการร่างกฎหมายประจำ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ในฐานะกมธ.ชี้แจงว่า หากเสียงกมธ.ส่วนใหญ่เห็นว่าถ้อยคำในกฎหมายใดควรถูกปรับแก้หรือตัดทิ้งก็สามารถกระทำได้ โดยจะต้องเสนอถ้อยคำใหม่ขึ้นมาแทน เพียงแต่ว่าการแก้ไขเพื่อให้นำงบประมาณลงไปทุนในส่วนอื่นจะต้องไม่เกินวงเงิน 2 ล้านล้านบาทเพื่อไม่ให้ขัดหลักการและเหตุผลของร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้
ด้านนายวีระยุทธ ปั้นน่วม รองผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ตอบคำถามถึงสาเหตุที่ควรมีงบลงทุนนอกระบบงบประมาณปกติว่า ในความเป็นจริงโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานตามระบบงบประมาณปกติอยู่แล้วซึ่งส่วนใหญ่เป็นงบประมาณผูกพันข้ามปี แต่มีข้อจำกัดที่สำคัญ คือ การผูกพันงบประมาณรายจ่ายลงทุนใหม่ในแต่ละปีงบประมาณจะทำได้ไม่เกิน 60% ก่อให้เกิดอุปสรรคในเรื่องความต่อเนื่องของโครงการ เพราะถ้าในอนาคตหากเกิดการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลก็ไม่มีสภาพบังคับว่ารัฐบาลชุดใหม่ที่เข้ามาบริหารประเทศจะต้องดำเนินโครงการเดิมให้เสร็จ
“ถ้าโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานลงทุนผ่านการตราเป็นพ.ร.บ.จะทำให้การก่อสร้างเป็นไปอย่างต่อเนื่องและไม่สะดุดลง ประกอบกับจะไม่ติดปัญหาเกี่ยวกับการใช้เงินตามปีงบประมาณ” นายวีระยุทธ กล่าว







