posttoday
สงกรานต์ ช่วงการเมืองป่วนคนอยู่บ้านกว่าครึ่ง เข้าวัดทำบุญเพิ่ม 48%

สงกรานต์ ช่วงการเมืองป่วนคนอยู่บ้านกว่าครึ่ง เข้าวัดทำบุญเพิ่ม 48%

09 เมษายน 2553

 

 

เทศกาลสงกรานต์เป็นช่วงเวลาที่ชาวไทยส่วนมากตั้งตารอ เนื่องจากเป็นช่วงที่จะได้หยุดพักจากการทำงานเป็นเวลาหลายวันติดต่อกัน นอกเหนือไปจากการเป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทยแต่ดั้งเดิม และการเล่นสาดน้ำสงกรานต์คลายร้อน

ทีเอ็นเอส รีเสิร์ช อินเตอร์เนชั่นแนล ผู้ให้บริการชั้นแนวหน้าของประเทศไทยด้านข้อมูลเชิงลึกและคำปรึกษาทางการตลาด ได้ทำการสำรวจความเห็นของกลุ่มตัวอย่างทั่วประเทศ 300 ราย เกี่ยวกับความเห็นและกิจกรรมต่างๆ ในช่วงวันหยุดเทศกาลขึ้นปีใหม่ไทย โดยทำการสำรวจระหว่างวันที่ 812 ก.พ. 2553

ผลการสำรวจพบว่า เมื่อเอ่ยถึงเทศกาลสงกรานต์แล้ว สิ่งที่กลุ่มตัวอย่างนึกถึงเป็นอันดับต้นๆ ได้แก่ การรดน้ำดำหัวเพื่อขอพรจากผู้ใหญ่ (82%) ไปทำบุญตักบาตรที่วัด (81%) และจำนวนอุบัติเหตุบนท้องถนนที่เพิ่มสูงขึ้น (77%) รวมถึงการหยุดพักผ่อนอยู่กับบ้าน (73%) และวันขึ้นปีใหม่ของไทย (72%)

สำหรับกิจกรรมที่กลุ่มตัวอย่างวางแผนว่าจะทำในช่วงวันหยุดเทศกาลสงกรานต์ ก็สอดคล้องกับกิจกรรมที่กลุ่มตัวอย่างนึกถึงเมื่อพูดถึงเทศกาลสงกรานต์ และเป็นกิจกรรมที่กระทำมาแต่ดั้งเดิม อันได้แก่ การรดน้ำดำหัวญาติผู้ใหญ่ (65% ในปี 2553 เพิ่มจาก 36% ในปี 2552) การไปทำบุญตักบาตรที่วัด (64% ในปีนี้เพิ่มจาก 48% เมื่อปีที่แล้ว) และการหยุดพักผ่อนอยู่กับบ้าน (51% ในปีนี้เทียบกับ 25% เมื่อปีที่แล้ว) เป็นที่น่าสนใจว่า แม้สัญญาณต่างๆ เริ่มชี้ว่าสภาพเศรษฐกิจกำลังจะฟื้นตัว และแม้ว่าเทศกาลสงกรานต์ปีนี้จะอยู่ในช่วงระหว่างสัปดาห์ ซึ่งเอื้อให้กลุ่มตัวอย่างสามารถมีวันหยุดยาวนับเป็นสัปดาห์ได้ หากจะลางานเพิ่มเพียงหนึ่งหรือสองวัน แต่กลุ่มตัวอย่างก็ยังคงระมัดระวังเรื่องของการจับจ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการเดินทาง โดยจะเห็นได้จากการที่สัดส่วนของกลุ่มตัวอย่างที่คาดว่าจะเดินทางกลับภูมิลำเนาจากเดิม 25% ในปีที่แล้วลดลงเหลือ 23% ในปีนี้

ส่วนกลุ่มตัวอย่างที่คาดว่าจะเดินทางไปท่องเที่ยวค้างคืนต่างจังหวัดในช่วงวันหยุดเทศกาลสงกรานต์นั้นลดลงจาก 19% ในปีที่แล้ว เหลือเพียง 14% ในปีนี้ ในขณะที่กลุ่มตัวอย่างที่คาดว่าจะไปท่องเที่ยวต่างประเทศมีเพียง 2% เช่นเดียวกับปีก่อน

ในแง่ของงบประมาณสำหรับการใช้จ่ายในกิจกรรมต่างๆ เช่น การทำบุญตักบาตร การสังสรรค์กับเพื่อนฝูง หรือกิจกรรมอื่นๆ ที่ไม่ต้องเดินทาง พบว่าส่วนใหญ่แล้วงบสำหรับกิจกรรมต่างๆ จะไม่เกิน 1,000 บาท แต่สำหรับการเดินทางไปเยี่ยมญาติในต่างจังหวัด หรือเดินทางกลับภูมิลำเนาจะไม่เกิน 5,000 บาท ขณะที่กลุ่มตัวอย่างที่จะเดินทางไปท่องเที่ยวต่างจังหวัดแบบค้างคืนจะวางงบประมาณไว้ระหว่าง 3,0005,000 บาท หรือ 8,00010,000 บาท และในกรณีที่วางแผนจะเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ ก็ดูจะเป็นการท่องเที่ยวในละแวกประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีการกำหนดงบประมาณไว้ไม่เกิน 1 หมื่นบาท

แม้ว่าสัดส่วนของกลุ่มตัวอย่างที่อ้างว่ามีการวางแผนจะเดินทางไปต่างประเทศในช่วงเทศกาลสงกรานต์นั้น อยู่ในสัดส่วนที่ค่อนข้างต่ำกว่าปีก่อนๆ มาก แต่เมื่อถามถึงประเทศที่กลุ่มตัวอย่างต้องการจะไปท่องเที่ยว หากไม่ได้มีข้อจำกัดด้านงบประมาณ พบว่าประเทศที่กลุ่มตัวอย่างอยากไปมากที่สุดยังคงเป็น ประเทศญี่ปุ่นเช่นเดียวกับเมื่อปีก่อน (30%) ตามด้วยประเทศอื่นๆ ในทวีปเอเชีย (29%) ประเทศจีน (19%) เกาหลีใต้ (15%) แล้วจึงเป็นประเทศอื่นๆ ในทวีปยุโรป (15%)

ขณะที่การท่องเที่ยวภายในประเทศช่วงเทศกาลนี้นั้น พบว่าการไปเที่ยวและทำบุญที่วัดได้รับความนิยมเป็นอันดับแรกในปีนี้ (65%) แซงหน้าทะเล ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมเมื่อปีที่แล้ว (51%) ตามด้วยอุทยานแห่งชาติ (36%)

ในแง่ของพาหนะในการเดินทาง พบว่ารถยนต์ส่วนตัวยังคงเป็นพาหนะยอดนิยม (85%) เนื่องจากเหตุผลด้านความสะดวกสบาย รองลงมาคือการใช้บริการรถทัวร์และรถไฟ (11%) เช่นเดียวกับปีที่แล้ว

เป็นที่น่ายินดีว่ากลุ่มตัวอย่างได้ตระหนักถึงความปลอดภัยในการเดินทางช่วงเทศกาลสงกรานต์มากขึ้น โดยเห็นได้จากสัดส่วนของกลุ่มตัวอย่างที่กล่าวว่าผู้ขับขี่ยานพาหนะควรมีความรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่น โดยหลีกเลี่ยงการขับขี่หากดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ (85% ในปี 2553 เมื่อเทียบกับ 72% ในปี 2552) อีกทั้งเห็นว่าควรมีการรณรงค์ที่ดีและขยายวงกว้างกว่านี้เกี่ยวกับการไม่ขับรถหากดื่มเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์ (76%) และมีการกวดขันมาตรการป้องกันการดื่มแล้วขับรถ (71% ในปี 2553 เทียบกับ 60% ในปี 2552)

จากผลการสำรวจข้างต้น แม้ว่าสัดส่วนของการเดินทางไม่ว่าจะเพื่อท่องเที่ยวหรือกลับภูมิลำเนาในปีนี้ดูจะต่ำกว่าปีก่อนๆ แต่กระนั้นทางภาครัฐและเอกชนที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการขนส่ง ก็ควรมีการจัดตารางการโดยสารยานพาหนะและการบริการด้านการขนส่งมวลชนให้ดี เพื่อให้สามารถรองรับความต้องการในการเดินทาง อีกทั้งควรมีการกวดขันวินัยในการขับขี่เพื่อช่วยลดอุบัติเหตุในช่วงเทศกาล เพื่อให้การเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่ของชาวไทยเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความปลอดภัย นอกจากนี้ ในปีที่ผ่านมาได้มีผู้ประกอบการด้านยานยนต์บางรายที่คืนกำไรให้แก่สังคมด้วยการให้บริการเช็คสภาพรถเพื่อการเดินทางไกล เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยในการขับขี่ในช่วงเทศกาล ซึ่งกิจกรรมเพื่อสังคมดังกล่าวนี้ควรได้รับการสานต่อในปีนี้ด้วยเช่นกัน

*ผลการสำรวจได้รับการปรับน้ำหนักเพื่อให้สอดคล้องกับสัดส่วนประชากรในประเทศไทย

* * * * * * * * *

ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สุทธิรัตน์ อุฬารกุล ผู้จัดการการสื่อสารองค์กร โทร. 022367755 ต่อ 314 หรืออีเมล [email protected]

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี