posttoday
ไฮสปีดดีจริงหรือ

ไฮสปีดดีจริงหรือ

23 เมษายน 2556

ช่วงนี้ประเด็นที่ร้อนแรงไม่แพ้อากาศที่อุณหภูมิ 40 องศา เห็นทีต้องยกให้เรื่องของรถไฟฟ้าความเร็วสูง (ไฮสปีดเทรน) ที่กำลังถกเถียงกันในตอนนี้ว่า สุดท้ายแล้วความคุ้มค่าของโครงการลงทุนมหาศาล 2 ล้านล้านบาท ครั้งนี้อยู่ที่ตรงไหน และประชาชนจะได้ประโยชน์จากโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงมากน้อยเพียงใด ยิ่งเมื่อการคำนวณราคาค่าโดยสารเบื้องต้นสูงถึง 1,800 บาทด้วยแล้ว ก็ยิ่งน่ากังวลว่า โครงการนี้จะซ้ำรอยแอร์พอร์ตลิงค์อย่างที่มีใครหลายคนตั้งข้อสังเกตหรือไม่

ช่วงนี้ประเด็นที่ร้อนแรงไม่แพ้อากาศที่อุณหภูมิ 40 องศา เห็นทีต้องยกให้เรื่องของรถไฟฟ้าความเร็วสูง (ไฮสปีดเทรน) ที่กำลังถกเถียงกันในตอนนี้ว่า สุดท้ายแล้วความคุ้มค่าของโครงการลงทุนมหาศาล 2 ล้านล้านบาท ครั้งนี้อยู่ที่ตรงไหน และประชาชนจะได้ประโยชน์จากโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงมากน้อยเพียงใด ยิ่งเมื่อการคำนวณราคาค่าโดยสารเบื้องต้นสูงถึง 1,800 บาทด้วยแล้ว ก็ยิ่งน่ากังวลว่า โครงการนี้จะซ้ำรอยแอร์พอร์ตลิงค์อย่างที่มีใครหลายคนตั้งข้อสังเกตหรือไม่

แน่นอนว่า ในมุมของเจ้ากระทรวงหูกวาง ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ จะพยายามผลักดันให้โครงข่ายไฮสปีดเกิดขึ้นให้ได้ โดยหยิบยกข้อดีที่ว่า เรื่องราคาและจุดคุ้มทุนของโครงการนี้ไม่ใช่ประเด็นหลัก เพราะสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง คือ การเติบโตขึ้นในทุกๆ ภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็น ภาคการท่องเที่ยวในจังหวัดที่รถไฟฟ้าไปถึงหรือจังหวัดจุดหมายปลายทาง ซึ่งเมื่อจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ก็จะทำเศรษฐกิจระดับจังหวัดดีขึ้น รวมทั้งยังเป็นช่องทางการขนส่งสินค้าได้อย่างรวดเร็ว และโครงข่ายคมนาคมที่เข้าถึง ก็จะทำให้ไทยกลายเป็นประเทศที่น่าลงทุนมากขึ้นด้วย

ในทางกลับกัน หากรัฐบาลอ้างว่าต้องการให้เกิดประชาชนในประเทศได้ประโยชน์อย่างเต็มที่จากโครงการนี้จริง สิ่งสำคัญ คือ ราคาค่าโดยสารที่ประชาชนต้องเข้าถึงได้มากกว่านี้ เพราะอย่าลืมว่าราคาที่ถูกเปิดเผยเบื้องต้นที่ กม.ละ 2.50 บาทนั้น ไม่ต่างอะไรจากการเดินทางโดยสายการบินราคาถูก ที่บางครั้งจัดโปรโมชันเหลือไม่ถึง 500 บาทด้วยซ้ำ แถมยังได้เปรียบเรื่องระยะเวลาการเดินทางที่สั้นกว่า จุดนี้เองที่ทำให้ไฮสปีดเทรนดูหมดความน่าสนใจไปทันที

จริงอยู่ที่ว่า การมีทางเลือกให้กับประชาชนมากขึ้นนั้นเป็นเรื่องที่ดีและเป็นเรื่องที่รัฐบาล ควรให้ความสำคัญอย่างยิ่ง แต่ควรเป็นโครงการที่เกิดขึ้นบนพื้นฐานของความเป็นไปได้ว่าจะเป็นประโยชน์ที่แท้จริง เพราะอย่าลืมว่า รัฐบาลเองก็มีประสบการณ์จากแอร์พอร์ตลิงค์ ที่คิดค่าบริการเที่ยวละ 150 บาท โดยชูจุดเด่นเรื่องเวลาเดินทางเพียง 17 นาที ขณะที่รถไฟปกติใช้เวลาเดินทางเกือบ 40 นาที ซึ่งแม้จะเร็วกว่า 2 เท่า แต่ผลลัพธ์ คือ ผู้โดยสารยอมเดินทางด้วยรถไฟปกติ เพราะค่าโดยสารถูกกว่านับร้อยบาท

สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า การเดินทางที่สั้นกว่าไม่ได้เป็นแรงจูงใจที่จะเรียกให้ประชาชนมาใช้บริการ หากว่าค่าโดยสารยังมีราคาแพงเกินไป ยิ่งเมื่อหันดูโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงด้วยแล้ว ค่าโดยสารก็ แพงกว่าการเดินทางโดยเครื่องบิน แถมยังใช้เวลาการเดินทางนานกว่าเกือบ 3 เท่าตัว ก็ยิ่งน่าเป็นห่วงว่าโครงการนี้จะอยู่ใน “ระยะปลอดภัย” ที่จำเป็นจะต้องให้เกิดขึ้นจริงหรือไม่

ดังนั้น รัฐบาลไม่ควรละเลยการรับฟังความเห็นจากประชาชนในรูปแบบของการประชาพิจารณ์ เพราะในเมื่อการดำเนินโครงการนี้จะต้องทำให้ประชาชนทั้งประเทศแบกรับภาระหนี้พร้อมดอกเบี้ยเกือบ 5 ล้านล้านบาท ร่วมกันแล้ว ประชาชนจึงไม่ใช่ “เสียงนกเสียงกา” ที่รัฐบาลมองข้ามและไม่สนใจ อย่างน้อยให้ประชาชนได้แสดงสิทธิของตัวเองเหมือนสิทธิ์ในการเลือกตั้งที่นักการเมืองเคยกราบไหว้เวลาที่ต้องการเสียงโหวตเพื่อเข้าไปทำหน้าที่ในสภา เพราะเสียงของประชาชนต่างหากที่คุ้มค่าและคุ้มทุนกว่าอภิมหาโปรเจกต์ใดๆ หากรัฐบาลมั่นใจว่าทำเพื่อประชาชนจริง ก็ต้องกล้าที่จะรับฟัง เสียงจากประชาชนด้วยว่าสุดท้ายแล้วประชาชนค่อนประเทศอาจไม่ได้อยากมีชีวิตแบบไฮสปีดอย่างที่รัฐบาลเข้าใจ (ไปเอง) ก็ได้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท