
ลงบัญชีให้ถูกต้อง
ต้องขออภัยผู้อ่านเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจาก ศ.พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ มีภารกิจสำคัญต้องเดินทางด่วนไปต่างประเทศ ไม่สามารถนำเสนอบทความได้ กองบรรณาธิการจึงนำข้อพิพาททางภาษีมาขัดตาทัพเป็นการชั่วคราว
ต้องขออภัยผู้อ่านเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจาก ศ.พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ มีภารกิจสำคัญต้องเดินทางด่วนไปต่างประเทศ ไม่สามารถนำเสนอบทความได้ กองบรรณาธิการจึงนำข้อพิพาททางภาษีมาขัดตาทัพเป็นการชั่วคราว
คดีนี้มีคำพิพากษาฎีกาที่ 4291/2554 ที่ หจก.วชิราอพาร์์ทเมนท์ เป็นโจทก์ฟ้องกรมสรรพากร
โจทก์มีห้องพักให้เช่าทั้งหมด 111 ห้อง หากมีผู้เช่าเต็มทั้งปี โจทก์จะมีรายได้ 3.66 ล้านบาท โจทก์อ้างว่าแสดงรายได้ค่าเช่าห้องพักถูกต้องตามความเป็นจริง แต่จากการสุ่มตรวจของสรรพากร พบว่ามีห้องพักที่ไม่มีผู้เช่าเพียง 16 ห้อง ขณะที่โจทก์แจ้งว่ามีห้องว่างถึง 62 ห้อง
สรรพากรจึงประเมินว่า โจทก์ลงรายการเกี่ยวกับจำนวนผู้เช่าห้องพักของโจทก์ไว้ไม่ถูกต้องครบถ้วน น้อยกว่าความเป็นจริง จึงแสดงรายรับในส่วนของค่าเช่าห้องพักในการชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลต่ำกว่าความเป็นจริง
เมื่อพิจารณารายละเอียดเกี่ยวกับผู้เช่าห้องพักของโจทก์ระหว่างเดือน พ.ค. 2544 ถึงเดือน เม.ย. 2546 แล้ว พบว่า ผู้เช่าห้องพักของโจทก์ทุกรายจะพักอาศัยโดยมีระยะเวลาการเช่าไม่น้อยกว่า 1 เดือน ส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดจะเป็นผู้เช่าพักติดต่อกันตลอดมาในช่วงเวลาของทั้งสองรอบระยะเวลาบัญชีพิพาท การที่เจ้าพนักงานประเมินกำหนดรายได้ค่าเช่าห้องพักของโจทก์โดยใช้วิธีนับจำนวนห้องว่าง ที่ตรวจพบจริงจากการสุ่มตรวจทั้งสองครั้งแล้วคำนวณค่าเช่ารวมกัน 9.48 แสนบาท จากนั้นนำมาเฉลี่ยค่าเช่าห้องว่างต่อปีเป็นเงิน 4.74 แสนบาท แล้วนำค่าเช่าห้องว่างเฉลี่ยต่อปีไปหักออกจากรายได้ค่าเช่าห้องพักทั้งปี ผลที่ได้เป็นเงิน 3.19 ล้านบาท ถือเป็นรายได้ค่าเช่าห้องพักของโจทก์ในแต่ละปีภาษีที่พิพาทนั้น นับว่าเป็นวิธีประเมินที่มีพื้นฐานจากการตรวจสอบหารายได้ที่แท้จริงของโจทก์เชื่อมโยงไปสู่การประเมินรายได้ของโจทก์ในปีภาษี ซึ่งตามข้อเท็จจริงในคดีนี้ถือได้ว่าเป็นวิธีการประเมินที่เหมาะสมตามสมควรแก่กรณีแล้ว ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานประเมินกำหนดว่าโจทก์มีรายได้ค่าเช่าห้องพักปีละ 3.19 ล้านบาท จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
โจทก์อ้างว่าอาคารที่โจทก์ใช้ในการประกอบกิจการให้เช่าห้องพักปลูกสร้างอยู่ในที่ดินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของนาย ส. และนางสาว ก. บุคคลทั้งสองเป็นหุ้นส่วนของห้างโจทก์ โดยนาย ส. เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ เห็นว่า เมื่อนาย ส. และนางสาว ก. ร่วมลงทุนจัดตั้งห้างโจทก์ขึ้น โจทก์ย่อมมีสภาพเป็นนิติบุคคลซึ่งมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายแยกต่างหากจากบุคคลทั้งสอง
การที่โจทก์เพียงแต่ลงทุนก่อสร้างอาคาร ยังไม่อาจถือว่าอาคารดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ เนื่องจากที่ดินอันเป็นที่ตั้งของอาคารเป็นกรรมสิทธิ์ของนาย ส. และนางสาว ก.
เมื่อไม่ปรากฏว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์อาคาร จึงไม่สามารถนำค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาอาคารมาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิสำหรับรอบระยะเวลาบัญชี วันที่ 1 พ.ค. 2545 ถึงวันที่ 30 เม.ย. 2546 ได้ ศาลอุทธรณ์ว่า ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น
โจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตั้งแต่วันที่ 13 พ.ค. 2537 จึงมีหน้าที่ต้องจัดทำงบดุล งบกำไรขาดทุนและเอกสารประกอบการลงบัญชีให้ครบถ้วนถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด แต่ตามรายงานของผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ปรากฏผู้สอบบัญชีแสดงความเห็นไว้ว่า โจทก์มิได้จัดให้มีระบบการบันทึกบัญชีที่ดี และเอกสารหลักฐานประกอบการบันทึกบัญชีมีไม่เพียงพอ เป็นเหตุให้เกิดข้อจำกัดในการตรวจสอบรายการบัญชีของโจทก์ ผู้สอบบัญชีจึงไม่สามารถตรวจสอบรายการทางบัญชีดังกล่าวเป็นส่วนใหญ่หรือใช้วิธีการตรวจสอบอื่นให้เป็นที่พอใจได้ และแม้ในระหว่างการตรวจสอบโจทก์จะมอบอำนาจให้นาง ล. ไปพบและให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 หลายครั้ง แต่เมื่อการตรวจสอบแล้วเสร็จ เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 ได้มีหนังสือแจ้งให้โจทก์มารับทราบผลการตรวจสอบหลายครั้ง แต่ถูกผัดผ่อน จึงยังไม่มีเหตุอันสมควรเพียงพอที่จะงดหรือลดเบี้ยปรับที่โจทก์ต้องชำระตามกฎหมายที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยให้ลดเบี้ยปรับที่เรียกเก็บจากโจทก์คงเหลือ 50% ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย
ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น







