
แปรรูปยางพาราไทยบุกลงทุนลาว
โดย...ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ
โดย...ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ
ธุรกิจแปรรูปยางพาราของไทยกำลังเติบโตไม่แพ้การขยายพื้นที่เพาะปลูกยาง และมีแนวโน้มที่จะออกไปลงทุนในต่างประเทศ เพื่อใช้ความได้เปรียบด้านทรัพยากรธรรมชาติของประเทศเพื่อนบ้าน
กิตติยา ชัยเศวตกานนท์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท มหากิจรับเบอร์ (1973) ผู้ผลิตยางรัดอเนกประสงค์และยางแผ่นรมควันรายใหญ่ พูดถึงทิศทางธุรกิจของบริษัทว่า การเติบโตของตลาดอาเซียนทำให้บริษัทหันมาวางกลยุทธ์ขยายตลาดและเพิ่มการลงทุนในภูมิภาคนี้ เนื่องจากมองว่าตลาดมีการขยายตัวอย่าง มหาศาล และเป็นศูนย์กลางของตลาดทั่วโลก จึงเริ่มทำตลาดโดยส่งสินค้าเข้าไปจำหน่ายเพื่อทดลองตลาดในเบื้องต้น
ด้านการตลาดมีการแบ่งเขตการขายสินค้าอย่างชัดเจน ซึ่งบริษัทดำเนินธุรกิจผลิตยางรัดของและยางธรรมชาติมานานกว่า 40 ปี ส่งออกสินค้าไปต่างประเทศ 100% แต่เดิมจะมีตลาดหลักคือ สหภาพยุโรป (อียู) และสหรัฐอเมริกา มีสัดส่วนการส่งออก 85% ของการส่งออกทั้งหมด ส่วนใหญ่เป็นสินค้าประเภทยางรัดผัก ยางห่อกล่องของขวัญ ยางกางเต็นท์ และที่รัดของ แต่ปัจจุบันตลาดหลักประสบปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ ทำให้เปลี่ยนแปลงสัดส่วนการส่งออกและกระจายไปยังตลาดที่หลากหลายขึ้น โดยลดสัดส่วนตลาดหลักเหลือเพียง 2530% ตลาดเอเชีย 2030% ตะวันออกกลาง 10% และตลาดในประเทศอีก 25% เพื่อบริหารความเสี่ยง
โซนเอเชียป็นเขตที่เติบโตดี ส่วนหนึ่งเป็นผลจากตลาดในอาเซียน บริษัทมีลูกค้าหลักอยู่ที่มาเลเซีย ฮ่องกง และกำลังจะขยายเข้าสู่ตลาดสิงคโปร์ และอินโดนีเซีย เพราะอาเซียนถือเป็นภูมิภาคใหญ่ที่มีการส่งออกสินค้าเป็นจำนวนมาก ทำให้สินค้าประเภทยางรัดของ ยางรัดกล่องเพื่อการส่งออก เป็นที่ต้องการมากขึ้น
บริษัทเริ่มทำตลาดอาเซียนเมื่อปี 2555 และจากความต้องการที่เพิ่มขึ้น ทำให้วางแผนที่จะเพิ่มกำลังการผลิตในประเทศอีก 30% และมองการขยายการลงทุนไปยังประเทศลาวด้วย เพราะมีพื้นที่ปลูกยางพารามาก โดยจะเริ่มต้นจากการผลิตขนาดเล็ก เช่น ผลิตยางรัดของ ใช้วัตถุดิบภายในประเทศลาว มีการทำสัญญากับชาวสวนยาง (คอนแทรกต์ฟาร์มมิง) เพื่อรับซื้อวัตถุดิบ และส่วนหนึ่งจะใช้วิธีประมูลวัตถุดิบจากตลาดเข้ามาใช้ในโรงงาน ไม่ได้เข้าไปลงทุนปลูกยางพาราเอง เพราะธุรกิจหลักของบริษัทคือการผลิตยางและแปรรูปยางพารา โดยพื้นที่เป้าหมายต้องมีการปลูกยางพารามาก และอยู่ใกล้ท่าเรือ
จุดประสงค์หลักในการเข้าไปลงทุนในประเทศลาว คือ เพื่อผลิตและส่งออกจากประเทศลาว และหากมีต้นทุนถูกกว่าก็อาจจะส่งกลับมายังเมืองไทย รวมถึงส่งวัตถุดิบป้อนโรงงานในประเทศไทยด้วย เพราะปัจจุบันการผลิตในเมืองไทยใช้วัตถุดิบภายในประเทศ 100% นำเข้าเฉพาะส่วนที่เป็นสารเคมี แต่ในอนาคตอาจจะนำเข้าวัตถุดิบจากประเทศลาว เพราะราคาถูกกว่า
เหตุผลที่เลือกประเทศลาว เพราะมีพื้นที่ปลูกยางพารามาก ส่วนประเทศอื่นพบว่ายังไม่ตรงกับความต้องการของบริษัท เช่น การลงทุนในเวียดนามมีต้นทุนสูงเกินไป ประเทศเมียนมาร์ยังไม่พร้อมด้านสาธารณูปโภค ส่วนจีนปลูกยางพาราไม่ได้
“วางแผนไว้ว่าภายใน 2 ปี เมื่อเปิดเออีซี จะเข้าไปลงทุนในประเทศลาว เพื่อขยายกำลังการผลิตและรองรับความต้องการที่เพิ่มมากขึ้น โดยใช้ประโยชน์จากเรื่องวัตถุดิบ”
ส่วนธุรกิจการผลิตในเมืองไทยนั้น กิตติยา มองว่า ต้องเร่งทำวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อหาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ มาป้อนตลาด เช่น การผลิตยางผสมพลาสติก เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า เพราะปัจจุบันยางพาราถือเป็นวัตถุดิบหลักที่มีราคาสูงและไม่แน่นอน







