
ปัญหาเงินบาท-ทองคํา
เศรษฐกิจไทยหลังสงกรานต์มีปัจจัยทั้งภายนอกและภายในเข้ามากระทบหลายปัจจัย ที่กำลังกล่าวขานกัน คือ ราคาทองคำที่ลดลงอย่างดิ่งเหว เห็นได้จากราคาช่วงก่อนสงกรานต์ ราคาขายทองคำแท่ง ณ วันที่ 12 เม.ย. 2556 น้ำหนัก 1 บาท เท่ากับ 21,350 บาท เทียบกับราคา ณ วันที่ 16 เม.ย. 2556 เหลือ 18,850 บาท เพียงช่วง 5 วัน ราคาทองคำลดลงถึง 2,800 บาทต่อทองคำหนัก 1 บาท ลดลงถึงร้อยละ 13.11 สำหรับนักเก็งกำไรหรือนักลงทุนในอนุพันธ์ที่เป็นตั๋วทองคำก็คงเดือดร้อน จะมากจะน้อยอยู่ที่ปริมาณที่ถือครองอยู่ แต่สำหรับประชาชนทั่วไปที่มีทองรูปพรรณไว้เป็นเครื่องประดับคงไม่เป็นไร เพราะทองก็คือทอง มีขึ้นมีลง ส่วนใหญ่ราคาจะไปในทางขึ้น
เศรษฐกิจไทยหลังสงกรานต์มีปัจจัยทั้งภายนอกและภายในเข้ามากระทบหลายปัจจัย ที่กำลังกล่าวขานกัน คือ ราคาทองคำที่ลดลงอย่างดิ่งเหว เห็นได้จากราคาช่วงก่อนสงกรานต์ ราคาขายทองคำแท่ง ณ วันที่ 12 เม.ย. 2556 น้ำหนัก 1 บาท เท่ากับ 21,350 บาท เทียบกับราคา ณ วันที่ 16 เม.ย. 2556 เหลือ 18,850 บาท เพียงช่วง 5 วัน ราคาทองคำลดลงถึง 2,800 บาทต่อทองคำหนัก 1 บาท ลดลงถึงร้อยละ 13.11 สำหรับนักเก็งกำไรหรือนักลงทุนในอนุพันธ์ที่เป็นตั๋วทองคำก็คงเดือดร้อน จะมากจะน้อยอยู่ที่ปริมาณที่ถือครองอยู่ แต่สำหรับประชาชนทั่วไปที่มีทองรูปพรรณไว้เป็นเครื่องประดับคงไม่เป็นไร เพราะทองก็คือทอง มีขึ้นมีลง ส่วนใหญ่ราคาจะไปในทางขึ้น
ราคาทองคำที่ลดลงอย่างฮวบฮาบ ที่บางสำนักบอกว่าลดลงมากที่สุดในรอบ 30 ปี ย่อมเกี่ยวข้องกับสถานะทางเศรษฐกิจของโลก ซึ่งเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยทั่วไปราคาทองคำจะมีทิศทางสวนทางกับโลก คือ หากเศรษฐกิจโลกดี คนก็จะหันไปถือครองตราสารอย่างอื่นที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า เช่น ตลาดหุ้น ตลาดตราสารหนี้ และโภคภัณฑ์ต่างๆ ซึ่งจะทำให้ราคาทองคงที่หรือลดลง นอกจากนี้ปัจจัยความคลายกังวลในเศรษฐกิจสหรัฐ จนทำให้แนวโน้มเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่า กดดันให้ราคาทองคำในตลาดโลกลดลง รวมถึงปัจจัยจากเงินเฟ้อของประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจค่อนข้างต่ำ ส่งผลให้นักลงทุนนำเงินไปลงทุนในตลาดทุนและตลาดหุ้น ซึ่งให้ผลตอบแทนดีกว่าตลาดทองคำ จนตลาดหุ้นที่สำคัญของโลกกลับมาบูมครั้งใหญ่ ขนาดมีปัจจัยทางลบ เช่น วิกฤตคาบสมุทรเกาหลี รวมถึงระเบิดที่เมืองบอสตันในสหรัฐ กระทบต่อตลาดหุ้นเพียงแค่ 2 วัน จากนั้นก็กลับมาเป็นบวกอีก
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ทำให้ราคาทองคำร่วงลงอย่างรุนแรงในครั้งนี้ น่าจะเกิดจากประเทศไซปรัสอาจจะนำทองคำสำรองออกขายเพื่อชำระหนี้ ส่งผลให้กองทุนตลาดทองคำที่ใหญ่ที่สุดของโลกอย่าง SPDC ได้เททองคำ 4.22 เมตริกตัน ออกขายเมื่อวันที่ 15 เม.ย. โดยเฉพาะที่สถาบันโกลด์แมน แซคส์ แนะนำให้นักลงทุนเทขายสัญญาตั๋วทองคำให้เร็วที่สุด ส่งผลทำให้ราคาทองคำทั้งโลกและของไทยลดลงอย่างฮวบฮาบ
คำถามว่าเศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบจากราคาทองคำที่ร่วงอย่างดิ่งเหวครั้งนี้มากน้อยเพียงใด ซึ่งผลกระทบคงมีบ้างในตลาดโภคภัณฑ์ทองคำ แต่ไม่มากนักเมื่อเทียบกับเงินบาทที่แข็งค่า เฉพาะ 2 เดือนที่ผ่านมา แข็งค่าไปถึงร้อยละ 4.05 โดยสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม หรือ สศอ. ประเมินว่ากระทบต่อจีดีพีอุตสาหกรรมร้อยละ 2.72 ขณะเดียวกันมีแนวโน้มที่เงินบาทจะแข็งค่าไปอยู่ที่ 28.50 บาทต่อเหรียญสหรัฐในเร็วๆ นี้ ทั้งเงินบาทที่แข็งค่ามากกว่าหลายประเทศในภูมิภาค และค่าแรงที่ปรับขึ้นสูง ส่งผลต่อต้นทุนการผลิตเพื่อส่งออก ทำให้การส่งออกเดือน ก.พ. ขยายตัวติดลบร้อยละ 5.8 จนกระทรวงพาณิชย์จะประเมินทบทวนตัวเลขการส่งออกทั้งปี
ทั้งหมดนี้เห็นว่ารัฐบาลควรให้น้ำหนักการแก้ปัญหาเงินบาท และดูแลผลกระทบด้านต้นทุนแรงงานที่สูงขึ้น โดยเฉพาะภาคเอสเอ็มอีซึ่งเป็นปัญหาเร่งด่วน เพราะกระทบต่อเศรษฐกิจไทยโดยรวมมากกว่าปัญหาทองคำ ซึ่งปัญหาราคาทองคำที่ร่วงลงครั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ควรออกมาชี้แจงไม่ให้เกิดความตระหนก หรือตกเป็นเครื่องมือของการเก็งกำไร...เพราะทองคำก็คือทองคำนั่นเอง “ราคาคงลงในช่วงสั้นๆ อย่าเพิ่งรีบร้อนขายไปก็แล้วกัน”







