
ประชานิยมเกิดตัวนำชาติสู่วิกฤต
โดย...เบญจมาศ เลิศไพบูลย์
โดย...เบญจมาศ เลิศไพบูลย์
การกู้เงินครั้งประวัติศาสตร์ของไทย ผ่านการออก พ.ร.บ.กู้เงินลงทุน 2 ล้านล้านบาทของรัฐบาลนี้ ที่ได้ผ่านวาระแรกของสภาไปแล้ว และอยู่ระหว่างการแปรญัตติ
แม้กฎหมายจะยังไม่เสร็จสมบูรณ์ แต่ก็ยังมีความเป็นห่วงจากหลายฝ่ายว่า การกู้เงินครั้งนี้จะสามารถช่วยกันผลักดันขีดความสามารถของประเทศได้หรือไม่
โฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ อดีตรองนายกฯ รมว.คลัง และ รมว.อุตสาหกรรม ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์รุ่นใหญ่ของประเทศ มองว่า การลงทุน 2 ล้านล้านบาทนั้น เรื่องใหญ่ที่สุดคือ ประเด็นความพร้อมและความชัดเจนของโครงการที่จะลงทุน
จากประสบการณ์ที่เคยทำงานที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) มาก่อน เห็นว่าการจะทำโครงการขนาดใหญ่นั้นจะต้องกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ ศึกษาความเป็นไปได้เบื้องต้นก่อนว่าเป็นอย่างไร หลังจากนั้นก็จะออกแบบโครงการคำนวณต้นทุนคร่าวๆ และความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ
“เงินจะมาเป็นเรื่องสุดท้าย เมื่อพิจารณาแล้วว่าโครงการมีความเป็นไปได้เพื่อที่จะขออนุมัติงบประมาณมาจัดสร้าง” โฆสิต กล่าว
เขากล่าวว่า โครงการรถไฟความเร็วสูงของรัฐบาลนั้น ทำตรงกันข้ามกับสิ่งที่เคยทำมาคือ เริ่มจากการเอาเงินเป็นที่ตั้ง เมื่อได้เงินแล้วจึงจะไปทำการศึกษารายละเอียดของโครงการว่าเป็นอย่างไร โดยไม่ได้มองว่าโครงการพร้อมหรือไม่
หากทำโดยไม่พร้อมเหมือนหลายโครงการที่ผ่านมา มีการข้ามขั้นตอน ก็จะทำให้การใช้เงินกู้ไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งนั่นคือภาระหนี้ในระยะยาว 50 ปีของลูกหลาน ฉะนั้นความพร้อมโครงการจึงสำคัญที่สุด นี่คือผลของพรรคการเมืองที่มีเสียงข้างมากในรัฐสภา
“สภาพัฒน์ต้องสำรวจความเป็นไปได้ แล้วดีไซน์รูปแบบเงินที่จะใช้ในโครงการ แต่กลับกลายเป็นว่าการลงทุน 2 ล้านล้านบาทนั้น เงินมาก่อนแล้วโครงการมาทีหลัง แต่ถ้าถามว่าหากเป็นโครงการลงทุนของเอกชน คงจะเกิดโครงการยาก ไม่มีใครจะให้เงินกู้ ต้องไปเอารายละเอียดโครงการมาก่อน
หากรัฐบาลมาหาเราเพื่อขอกู้เงินลงทุน รัฐบาลขอกู้เงินจากธนาคารก็ต้องให้กู้ เพราะให้กู้กับรัฐบาลมีความเสี่ยงต่ำ รัฐบาลรับผิดชอบไม่หนีไปไหน แต่นี่ก็เป็นหนี้ของชาติ เป็นเรื่องที่ประชาชนไทยทุกคนต้องจ่ายหนี้ เพราะพรรคการเมืองใหญ่เขามีเสียงข้างมาก” โฆสิต กล่าว
โฆสิต กล่าวอีกว่า ตามหลักรัฐศาสตร์เวลาจะเลือกรัฐบาลก็ถือเป็นการให้สิทธิประชาชนเลือกผู้ที่จะเข้ามาดูแลในเวลา 4 ปี แต่ขณะนี้การลงทุน การกู้เงิน เป็นเรื่องที่ทุกพรรคการเมืองเมื่อได้เป็นรัฐบาลกลับไม่มีกรอบการลงทุน สร้างอย่างหนึ่งก็คิดแทนรัฐบาลหน้าไปหมด
รูปแบบการกู้เงิน 2 ล้านล้านบาทนี่ รัฐบาลชุดนี้ก็เอามาจากชุดที่แล้วที่กู้ 4 แสนล้านบาท มาทำโครงการไทยเข้มแข็ง คือเมื่อคุณกู้ได้ เราก็กู้ได้ สรุปแล้วคือพอๆ กัน
รัฐบาลแต่ละชุดจะแข่งกันทำมากขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีการตกลงในกรอบให้ดีว่าควรทำแค่ไหน ซึ่งนี่คือหัวใจสำคัญ เรื่องกรอบความคิดวินัยการใช้เงิน เพราะสิ่งเหล่านี้มีผลต่อการใช้จ่ายและวินัยของรัฐบาลตามกฎกติกาของการเลือกตั้งทุกๆ 4 ปี หากรัฐบาลไม่มีวินัยทางการเงินการคลังนั่นก็คือภาระของประชาชน
สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตก็คือ การจะเกทับกันเพื่อทำโครงการประชานิยมของฝ่ายการเมือง เมื่อพรรคนี้ชนะเลือกตั้งด้วยการสัญญาว่าจะให้ อีก 4 ปีข้างหน้าพรรคอื่นก็จะมาสัญญาว่าจะให้มากกว่า แล้วก็จะมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีลดลง ถ้าอยู่ในสภาพอย่างนี้ต่อไป ประเทศเราคงจะเกิดปัญหาแน่นอน
“ผมมองว่าควรหรือไม่ที่ทุกพรรคการเมืองในสภาต้องตกลงกันผ่านคณะกรรมาธิการ ควรหรือไม่ที่จะมีกรอบเรื่องการใช้จ่ายว่าทำได้แค่ไหน ผมอยากเห็นการถกแถลงกันเรื่องนี้ เรื่องวินัยการใช้จ่าย ขอบเขตของการทำประชานิยม การลงทุนอย่างนี้เกินอายุสภาชุดนี้ ไม่เช่นนั้นสภาหนึ่งก็คิดแทนสภาหนึ่งอีกเรื่อยๆ ประชาชนเลือก 4 ปีแล้วอยากขอเลือกใหม่ กติกาให้เราเลือกตั้งกัน 4 ปีไม่ใช่หรือ เราไม่ได้เลือกรัฐบาลมาแบบกัลปาวสาน”
นักเศรษฐศาสตร์รุ่นใหญ่ผู้นี้มองว่า หากยังใช้นโยบายอย่างนี้ต่อไป อีกไม่ช้าประเทศเราก็จะเกิดวิกฤตเพราะเราใช้มากกว่าหาได้ เกินตัวมากเกินพื้นฐานการออมของประเทศ
นี่จึงเป็นเรื่องที่ประชาชนทุกคนต้องช่วยกันขบคิด เพราะประเทศคือเรื่องของทุกคน







