posttoday
น้ำมันดิ่งฉุดหุ้นพลังงานกลั่น

น้ำมันดิ่งฉุดหุ้นพลังงานกลั่น

18 เมษายน 2556

น้ำมันดิ่งทุบกำไรหุ้นพลังงาน-โรงกลั่น ขณะที่หุ้นกลุ่มขนส่ง-ก่อสร้างและรับเหมาก่อสร้างเฮต้นทุนลดลง

น้ำมันดิ่งทุบกำไรหุ้นพลังงาน-โรงกลั่น ขณะที่หุ้นกลุ่มขนส่ง-ก่อสร้างและรับเหมาก่อสร้างเฮต้นทุนลดลง

ความกังวลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกหลังเศรษฐกิจจีนโตต่ำกว่าคาดส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงตั้งแต่ต้นเดือน เม.ย. ปรับตัวลงแล้ว 8.2-8.9% ล่าสุดน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสอยู่ที่ 88.7 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบเบรนต์อยู่ที่ 99.5 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ 98 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จากสิ้นไตรมาสแรกของปีอยู่ที่ 107 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล

บริษัทหลักทรัพย์เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ระบุว่า ราคาน้ำมันที่ลดลงจะกดดันกำไรของกลุ่มพลังงาน เพราะจะทำให้ราคาขายเฉลี่ยลดลงและจะขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน แต่จะเห็นผลในงวดผลดำเนินงานไตรมาส 2 ขณะที่ไตรมาสแรกของปีที่จะประกาศในอีก 1 เดือนข้างหน้าน่าจะยังเติบโตดี

อย่างไรก็ตาม มองว่าผลกระทบต่อกลุ่มน้ำมันขั้นปลายจะมีมากกว่ากลุ่มผู้ประกอบการขั้นต้น เช่น บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) และ ปตท. (PTT) ที่จะได้รับผลกระทบจากราคาขายผลิตภัณฑ์เฉลี่ยลดลง แต่คาดว่าจะไม่มากหากราคาน้ำมันไม่อ่อนตัวลงอย่างต่อเนื่องในช่วงถัดไป
ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยประเมินว่าหากมีการปรับลดสมมติฐานราคาน้ำมันดิบลงทุกๆ 5 เหรียญจะส่งผลเชิงลบต่อประมาณการกำไรปี 2556 ของ PTT และ PTTEP 3.5-5% ตามลำดับ

สำหรับกลุ่มน้ำมันขั้นปลายและปิโตรเคมีผลกระทบจะเกิดจากมูลค่าของสินค้าคงคลังที่ลดลงหากราคาน้ำมันยืนในระดับ 98 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลไตรมาสนี้ จะส่งผลต่อกำไรประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล แต่ถ้ายืนไปถึงสิ้นปีจะขาดทุน 0.5-0.7 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล

ฝ่ายวิจัยระบุว่าในส่วนของกลุ่มโรงกลั่นผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันต่อกลุ่มโรงกลั่น 1 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลในปี 2556 หากราคาน้ำมันดิบดูไบสิ้นปีที่ 95 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จะส่งผลกระทบต่อประมาณการกำไร 8-34% โดยไออาร์พีซี (IRPC) จะได้รับผลกระทบมากสุด เพราะมีฐานกำไรที่ต่ำ ส่วนไทยออยล์ (TOP) และบางจากปิโตรเลียม (BCP) ได้รับผลกระทบประมาณ 18% ขณะที่ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) อาจได้รับผลกระทบจากขาดทุนสต๊อกประมาณ 3.2% ของประมาณการกำไร

บทวิเคราะห์ระบุว่าราคาน้ำมันที่ลดลงจะส่งผลดีต่อหุ้นกลุ่มขนส่ง เช่น การบินไทย (THAI) และ บริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น (AAV) โดยตรง เนื่องจากทั้งสองมีน้ำมันในสัดส่วนต้นทุนที่สูงถึง 41% และ 47% ตามลำดับ ซึ่งราคาน้ำมันที่ลดลงจะส่งผลบวกต่อผลกำไรของทั้งสองบริษัท

“AAV ได้ประโยชน์มากกว่า THAI เพราะ THAI ได้ทำสัญญาป้องกันความเสี่ยงราคาน้ำมันไว้ราว 70% ของปริมาณการใช้ในปี 2556 ดังนั้น หากราคาน้ำมันลดลงอย่างต่อเนื่อง THAI จะได้ประโยชน์ในส่วนที่ไม่ได้ทำสัญญาป้องกันความเสี่ยงเอาไว้ แต่ AAV ซึ่งใช้ลักษณะของการทำสัญญาตามปริมาณ booking ล่วงหน้า และจะขยับทำสัญญาใหม่ไปข้างหน้าเรื่อยๆ จึงจะได้ผลดีมากกว่า”

นอกจากนี้ ยังจะส่งผลดีต่อหุ้นรับเหมาก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง ที่ทำให้ต้นทุนลดลง

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี