
ม็อบกดดัชนีเชื่อมั่นมี.ค.ลดเหลือ69.8
ม.หอการค้าเผย ม็อบเสื้อแดง ชุมนุมกดเชื่อมั่นเดือน มี.ค.เหลือ69.8หดตัวลงเป็นเดือนที่ 2
ม.หอการค้าเผย ม็อบเสื้อแดง ชุมนุมกดเชื่อมั่นเดือน มี.ค.เหลือ69.8หดตัวลงเป็นเดือนที่ 2
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคประจำเดือนมี.ค. 2553 พบว่าดัชนีความเชื่อมั่นปรับตัวลดลงจากระดับ 78.4 ในเดือนก.พ. มาอยู่ที่ระดับ 77.3 ซึ่งเป็นการปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 ในรอบ 5 เดือน นับตั้งแต่เดือนพ.ย. 2552 เป็นต้นมา
เหตุผลเนื่องจากผู้บริโภคยังมีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่อาจปรับตัวแย่ลงเพราะปัญหาทางการเมืองที่ขาดเสถียรภาพภายหลังจากมีการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ซึ่งการประเมินในครั้งนี้ยังไม่รวมถึงการชุมนุมบริเวณ 4 แยกราชประสงค์ และการประกาศใช้พรก.ฉุกเฉิน
ประกอบกับปัจจัยด้านราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นถึงระดับ 90 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จึงอาจส่งผลกระทบด้านจิตวิทยา ซึ่งจากการคาดการณ์ราคาน้ำมันน่าจะวิ่งทะลุ 90 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลในช่วงไตรมาส 2 มาตรการเข้ามาดูแลราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้สูงเกิน 30 บาทต่อลิตร จึงเป็นสิ่งที่รัฐบาลจำเป็นต้องใช้อีกครั้ง เพื่อดูแลผู้บริโภค และภาคการผลิต เพราะการเติบโตของเศรษฐกิจไม่สามารถพึ่งพาการบริโภคภายในประเทศได้
รวมทั้งภาวะค่าครองชีพที่ยังอยู่ในระดับสูงในสายตาผู้บริโภค ดังนั้นหากสถานการณ์การเมืองยังไม่คลี่คลายดัชนีความเชื่อมั่นก็จะมีทิศทางลดลงเป็นลำดับ
“ดัชนีความเชื่อมั่นในช่วงไตรมาส 1 ยังอยู่ในสถานการณ์ที่ดี เพราะประชาชนรับรู้ว่าเศรษฐกิจดีขึ้นเป็นลำดับ ถ้าการเมืองคลี่คลายภายในสิ้นเดือนนี้ หรือเดือนหน้า ก็ไม่น่าจะกระทบต่อภาพรวมทางเศรษฐกิจ โดยเศรษฐกิจน่าจะโตได้ในระดับ 4-5% แต่หากการเมืองเกิดความรุนแรงทางหอการค้าไทยจะพิจารณาปรับประมาณการณ์ตัวเลขทางเศรษฐกิจใหม่ในเดือนพ.ค.” นายธนวรรธน์ กล่าว
ทั้งนี้ จากการประกาศใช้พรก.ฉุกเฉิน ถ้าสถานการณ์ไม่เกิดความรุนแรงจะไม่กระทบต่อเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น โดยขณะนี้คาดว่าจะเกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจประมาณ 0.3% มีความเสียหายอยู่ในกรอบ 4-7 หมื่นล้านบาท และถ้ายืดเยื้อนาน 3 เดือน ความเสียหายจะอยู่ที่ 7 หมื่น – 1 แสนล้านบาท
สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต (6เดือนข้างหน้า) ปรับตัวลดลงจากระดับ 81.8 ในเดือนก.พ. มาอยู่ที่ระดับ 80.7 ในเดือนมี.ค.ซึ่งปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกันในรอบ 5 เดือน สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคมีความกังวลสถานการณ์ทางการเมืองที่ไม่แน่นอนในปัจจุบันอาจส่งผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยและการจ้างงานในอนาคต







