
บีโอไอ เปิดเกมรุกดันธุรกิจไทยลงทุนนอก
โดย...อนัญญา มูลเพ็ญ
โดย...อนัญญา มูลเพ็ญ
ส่วนหนึ่งของการปรับยุทธศาสตร์ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่อยู่ระหว่างการปรับปรุงและจะประกาศนโยบายใหม่ภายในปีนี้ คือการปรับบทบาทจากเน้นดึงเงินลงทุนเข้าประเทศไทยเท่านั้น ไปสู่การส่งเสริมธุรกิจไทยออกไปลงทุนต่างประเทศ
โชคดี แก้วแสง รองเลขาธิการบีโอไอ กล่าวว่า บีโอไอได้ปรับองค์กรภายในโดยตั้งกองงานเพื่อดูแลงานด้านการส่งเสริมการออกไปลงทุนต่างประเทศ ซึ่งตอนนี้เหลือเพียงขั้นตอนการปรับปรุงกฎกระทรวงอุตสาหกรรมตั้งหน่วยงานเป็นทางการเท่านั้น
โดยปัจจัยที่บีบให้ธุรกิจไทยต้องออกไปลงทุนต่างประเทศขณะนี้หลักๆ คือ ข้อจำกัดของปัจจัยการผลิตในประเทศ เช่น การขาดแคลนแรงงาน ทำให้ไทยต้องพัฒนาไปในทิศทางเดียวกับญี่ปุ่น ไต้หวัน หรือเกาหลีใต้ที่ข้อจำกัดในประเทศบีบให้ต้องออกไปลงทุนต่างประเทศ
“ทางเลือกของธุรกิจไทยคือต้องยกระดับธุรกิจให้ไปสู่การใช้แรงงานต่ำ หรือถ้าจะยังอยู่ในธุรกิจใช้แรงงานสูงก็ต้องออกไปลงทุนในต่างประเทศที่ต้นทุนค่าแรงต่ำกว่า” โชคดี กล่าว
สอดคล้องกับความเห็นของบีโอไอ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้รายงานให้เห็นว่าธุรกิจไทยได้นำเงินออกไปลงทุนต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ณ สิ้นปี 2555 มีการนำเงินออกไปลงทุนต่างประเทศโดยตรงทั้งสิ้น 1.19 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มจากปี 2554 และ 2553 ที่ 8,220 ล้านเหรียญสหรัฐ และ 5,700 ล้านเหรียญสหรัฐตามลำดับ ขณะที่ 2 เดือนแรกของปีนี้ออกไปลงทุนรวม 606 ล้านเหรียญสหรัฐ
รองเลขาธิการบีโอไอ อธิบายว่า การให้การส่งเสริมนั้น เริ่มแรกบีโอไอจะเน้นไปที่ประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ เมียนมาร์ เวียดนาม อินโดนีเซีย เน้นการให้ข้อมูลเชิงลึกเป็นรายอุตสาหกรรม ให้ความรู้ทางกฎหมายโดยผู้เชี่ยวชาญ เนื่องจากกฎหมายของประเทศเหล่านี้เปลี่ยนแปลงตลอด
อีกทั้งต้องสร้างความเข้าใจด้านภาษี โดยล่าสุดกรมสรรพากรอยู่ระหว่างการปรับปรุงเกณฑ์การนำเข้ากำไรจากการลงทุนต่างประเทศ จากเดิมที่ต้องเป็นการลงทุนในบริษัทที่คนไทยถือหุ้น 25% ขึ้นไป เมื่อเสียภาษีที่ประเทศที่ไปลงทุนแล้วเมื่อส่งกำไรกลับประเทศไทยจะได้ไม่ต้องเสียภาษีซ้ำอีกครั้ง โดยจะมีการปรับลดลงให้เหลือ 10%
ปัญหาที่ติดขัดในช่วงเริ่มแรกของการปรับบทบาทของบีโอไอได้รับการแก้ไขไปพอสมควรแล้ว โดยเฉพาะเรื่องของหน่วยงานเจ้าภาพที่จะรับหน้าที่ดูแลการส่งเสริมการออกไปลงทุนต่างประเทศ โดยสรุปให้เป็นหน่วยงานหนึ่งของบีโอไอ ซึ่งเป็นโมเดลคล้ายกับมาเลเซีย แต่แตกต่างจากญี่ปุ่นหรือสิงคโปร์ที่จะตั้งหน่วยงานแยกจากหน่วยงานที่ดึงการลงทุนเข้าประเทศ เช่น ญี่ปุ่นมีองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) โดยขั้นต่อไปบีโอไอจะดำเนินการตั้งสำนักงานส่งเสริมการลงทุนไทยในต่างประเทศ เพื่อดึงการลงทุนเข้าประเทศไทย โดยจะเริ่มที่เมียนมาร์ เวียดนาม และอินโดนีเซีย
โชคดี ยอมรับว่า ยังมีจุดอ่อนอยู่หลายด้านที่หากปรับให้ดีขึ้นได้จะทำให้การลงทุนไทยมีประสิทธิภาพและขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยประเทศไทยมีข้อจำกัดเรื่องเงินที่จะลงทุน ต่างจากหลายประเทศเช่น สิงคโปร์ที่มีทุนสำรองระหว่างประเทศสูง สามารถตั้งกองทุนเพื่อออกไปลงทุนธุรกิจที่เป็นยุทธศาสตร์ของประเทศได้
ขณะที่ถ้าเป็นภาคเอกชนก็ต้องเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ใช้เงินทุนมาก ยังขาดกลไกที่จะมาสนับสนุนธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) โดยปัญหานี้สามารถแก้ไขได้ด้วยการดึงกลไกธนาคารพาณิชย์เข้ามาช่วย ซึ่งประเทศญี่ปุ่นทำสำเร็จมาแล้ว ส่วนธนาคารพาณิชย์ไทยก็เริ่มให้ความสำคัญกับการให้สินเชื่อเพื่อการลงทุนต่างประเทศแก่เอสเอ็มอีเช่น ธนาคารกรุงเทพ กสิกรไทย ไทยพาณิชย์ แต่ก็อาจต้องใช้เวลาเพื่อให้มีความเข้าใจในสิ่งแวดล้อมทางเศรษฐกิจของประเทศเพื่อนบ้านที่ลูกค้าไปลงทุน
โชคดี ยอมรับว่า นอกจากด้านเงินทุนแล้ว ยังมีอีกหลายด้านที่การส่งเสริมของไทยช้ากว่าประเทศที่มีการออกไปลงทุนต่างประเทศมากในอาเซียนอย่างสิงคโปร์และมาเลเซีย โดยเฉพาะด้านการให้การส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา และบางโครงการทั้งสิงคโปร์และมาเลเซียก็จับมือกันตั้งเป็นกองทุนให้สนับสนุนเงินทุน 50% ของการลงทุนวิจัยและพัฒนาสำหรับบริษัทที่มีการออกไปลงทุนต่างประเทศ
ทั้งนี้ทั้งนั้น การปรับบทบาทของบีโอไอ หากสามารถลดอุปสรรคต่างๆ ได้ น่าจะสามารถผลักดันการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยจากการเป็นผู้รับการลงทุนเป็นหลักไปสู่การเป็นผู้ออกไปลงทุนต่างประเทศให้เป็นไปอย่างรวดเร็วขึ้น







