
ดันเครียด
1 ใน 3 ของคนไทย มีภาวะความดันโลหิตสูง
1 ใน 3 ของคนไทย มีภาวะความดันโลหิตสูง
นี่คือสถิติที่กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยเมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งทำให้ผมแอบร้อนๆ หนาวๆ ว่าตัวเองเป็น 1 ใน 3 นั้นหรือไม่
ข้อมูลยังระบุด้วยว่า แต่ละปีอาเซียนมีผู้เสียชีวิตด้วยโรคความดันโลหิตสูงมากถึง 1.5 ล้านคน อีกทั้งอัตราการป่วยด้วยโรคนี้ในปี 2554 มากขึ้นจากปี 2553 ถึง 5 เท่า แถมผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่ทราบด้วยว่าตัวเองป่วยหรือมีอาการของโรคนี้ จะทราบก็ต่อเมื่อมาตรวจโรคอื่น แล้ว “บังเอิ๊ญบังเอิญ” เจอเป็นของแถมไปแทน
สำหรับรายที่ทราบว่าตัวเองป่วย จะมีอาการตั้งแต่วิงเวียน ไปจนปวดท้ายทอยตุบๆ ถ้าอาการหนักมากอาจถึงขั้นมีเลือดกำเดาไหล ตามัว มือสั่น เท้าชา ที่น่ากลัวกว่านั้นคือ ผู้เสียชีวิตส่วนหนึ่งไม่ได้จากไปเพราะความดันโลหิตสูง แต่จากไปเพราะโรคแทรกซ้อนที่ตามมา
พูดถึงสาเหตุของโรค ผู้ป่วยส่วนใหญ่ราวๆ 95% ไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน มีเพียงสาเหตุที่อาจเกี่ยวข้องคร่าวๆ เช่น กินเค็มจัด สูบบุหรี่ ได้รับกรรมพันธุ์ของผู้เป็นโรคความดันโลหิตสูง ไม่ค่อยออกกำลังกาย เป็นโรคอ้วน และแน่นอนว่าอาจมีสาเหตุจากความเครียด ดังที่เราชอบพูดว่า “อย่าเครียดนะ เดี๋ยวความดันจะขึ้น”
คำถามสำคัญคือ เมื่อรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนแล้ว สถานการณ์การป่วยด้วยโรคนี้ รวมไปถึงโรคอื่นๆ จะลดลงหรือไม่
หากมองในเชิงปริมาณ สถานการณ์น่าจะดีขึ้น เพราะประชากร “คุณหมอ” ในอาเซียนน่าจะเพิ่มขึ้น ใครๆ ก็อยากเรียน รองรับการเคลื่อนย้ายเสรีวิชาชีพกลุ่มคุณหมอถึง 10 สาขา ได้แก่ กลุ่มทั่วไป 3 สาขา คือ 1.แพทย์ 2.พยาบาล 3.ทันตแพทย์ และกลุ่มเฉพาะทาง 7 สาขา คือ 1.สาขาการแก้ไขความผิดปกติของการสื่อความหมาย 2.สาขากิจกรรมบำบัด 3.สาขาเทคโนโลยีหัวใจและทรวงอก 4.สาขารังสีเทคนิค 5.สาขาจิตวิทยาคลินิก 6.สาขากายอุปกรณ์ 7.สาขาการแพทย์แผนจีน
แต่เคยมีคุณหมอท่านหนึ่งบอกผมว่า จำนวนหมอที่เพิ่มขึ้นไม่ได้หมายถึงว่าคนในประเทศนั้นจะมีอายุยืนขึ้นตามไปด้วย
จากแผนงานการจัดตั้งประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียนมีเป้าหมายย่อยหนึ่งระบุถึง การเข้าถึงการดูแลสุขภาพและส่งเสริมการดำรงชีวิตที่มีสุขภาพ เรื่องการเข้าถึงเชื่อว่าหลายประเทศ รวมถึงไทยมีสวัสดิการบริการสุขภาพราคาย่อมเยา เอื้ออำนวยให้คนยากจนมีโอกาสเข้าถึงอยู่แล้ว ปัญหาคือมิติการเข้าถึงการดูแลสุขภาพ อาจต้องเจาะเข้าไปถึงกลุ่มแรงงานและสถานประกอบการขนาดเล็กด้วย เพราะการเข้าถึงง่ายอาจไม่ได้มีปัจจัยแค่เรื่องราคา แต่ยังมีเรื่อง “เวลา” และ “ความสะดวก” ด้วย
นอกจากนี้ ภาครัฐยังต้องส่งเสริมความรู้ให้คนทุกระดับรู้จักดูแลตัวเองให้มีสุขภาพดี ขณะเดียวกันภาคประชาชนก็ต้องหาเวลามาใส่ใจสุขภาพตัวเองควบคู่ไปด้วย สังคมอาเซียนที่ประชาชนป่วยน้อย สุขภาพดี อายุยืนจึงจะตามมา
แต่ย่างเข้าช่วงกลางคืนวันที่ 16 เม.ย. ผมก็เริ่มกังวลและกลัวว่าตัวเองเข้าข่ายเสี่ยงเป็นโรคความดันโลหิตสูง พอคิดว่าหมดช่วงหยุดสงกรานต์ 17 เม.ย. ต้องกลับมาทำงาน ก็พลันเครียดขึ้นมาทันที







