
ฉลากเขียวกับเออีซี
เมื่อวันที่ 11 มี.ค.ที่ผ่านมา ดิฉันได้รับเชิญให้เป็นประธานเปิดการสัมมนาชื่อ APEC SMEs Green Labeling Workshop หรือแนวทางการจัดทำฉลากสีเขียวให้กับสินค้าเอสเอ็มอีในเอเปก จัดโดย Small Business Administration หรือสำนักงานส่งเสริมเอสเอ็มอีของเกาหลีใต้ ซึ่งมีประเทศในอาเซียนคือ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ร่วมให้ข้อมูลว่าประเทศของตนเองกำลังทำอะไรอยู่เรื่องฉลากสีเขียว
เมื่อวันที่ 11 มี.ค.ที่ผ่านมา ดิฉันได้รับเชิญให้เป็นประธานเปิดการสัมมนาชื่อ APEC SMEs Green Labeling Workshop หรือแนวทางการจัดทำฉลากสีเขียวให้กับสินค้าเอสเอ็มอีในเอเปก จัดโดย Small Business Administration หรือสำนักงานส่งเสริมเอสเอ็มอีของเกาหลีใต้ ซึ่งมีประเทศในอาเซียนคือ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ร่วมให้ข้อมูลว่าประเทศของตนเองกำลังทำอะไรอยู่เรื่องฉลากสีเขียว
ประเด็นที่น่าสนใจคือ เมื่อก่อนเอสเอ็มอีมองว่าฉลากสีเขียวเป็นประเด็นกีดกันการค้า แต่ปัจจุบันเอสเอ็มอีทั่วเอเชียแปซิฟิกส่วนใหญ่มองว่าการส่งเสริมให้เอสเอ็มอีได้รับการรับรองจากภาครัฐว่าเป็นผลิตภัณฑ์สีเขียว หรือบริการเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นที่มาของฉลากเขียว ส่งผลดีต่อการเข้าสู่ตลาด และเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งเพิ่มศักยภาพของหน่วยงานที่รับผิดชอบให้รับรองฉลากเขียวได้รวดเร็วมากขึ้น ครอบคลุมเอสเอ็มอีมากขึ้น เพราะตลาดโลกจะกลายเป็นตลาดที่นิยมสินค้าสีเขียว หรือเป็นตลาดสีเขียวในอีกไม่ช้า
ด้วยเหตุผลหลักคือ เอเชียยังอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของโลก ที่ควบคุมโดยอเมริกาและยุโรป ดังนั้นเอสเอ็มอีรายใดที่ต้องการเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของโลกจะถูกบังคับให้ปฏิบัติตามเรื่องฉลากเขียว ประเด็นต่อมาคือ ผู้บริโภคเองตระหนักปัญหาสิ่งแวดล้อม และถ้ามีทางเลือกก็จะเลือกสินค้าที่ปฏิบัติต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นมิตรในลำดับแรก
เมื่อเราพูดถึงฉลากเขียวนั้น จะรวมตั้งแต่ขั้นตอนการคัดเลือกวัตถุดิบที่นำมาใช้ การขนส่ง กระบวนการผลิต การบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ การบริการที่ไม่ส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม การกำจัดของเสียและการควบคุมมลพิษและใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ในอาเซียนประเทศไทยควรต้องจับตามองมาเลเซียและอินโดนีเซีย เนื่องจากมาเลเซียได้ผลักดันประเด็นฉลากเขียวให้กลายเป็นนโยบายของรัฐ โดยมาเลเซียได้นำเรื่องเทคโนโลยีสีเขียวเข้าเป็นวาระแห่งชาติ เนื่องจากต้องการลดปล่อยมลพิษลง 40% ภายในปี 2020 โดยอาศัยความร่วมมือจากผู้ประกอบการในระดับต่างๆ ส่วนที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี คือ จัดตั้งศูนย์บ่มเพาะธุรกิจด้านเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างความตระหนักรู้และส่งเสริมการใช้งานในกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี สนับสนุนการเงินทั้งในรูปสิทธิภาษี และสนับสนุนเทคโนโลยี
นอกจากนี้ มาเลเซียได้ส่งเสริมให้เกิดกรีนเอสเอ็มอี โดยมีชื่อเรียกว่า “โครงการ MyHIJAU Program” มีหลักการทำงาน 4 ส่วน คือ 1.ส่งเสริมให้นำกรีนเทคโนโลยีมาใช้ 2.รวบรวมธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อม และสร้างบัญชีรายชื่อธุรกิจ เพื่อให้เกิดเครือข่ายความร่วมมือ 3.กำหนดการออกฉลากสีเขียว และรับรองสินค้าและบริการ เพื่อจัดทำ Eco Label และระบบคาร์บอน ฟุต พรินต์ เพื่อให้เกิดความมั่นใจและง่ายต่อการตรวจสอบสินค้าย้อนหลังได้ และ 4.ประสานงานหน่วยงานต่างๆ ให้คัดเลือกสินค้าและบริการจากผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่อยู่ใน MyHIJAU Program ก่อน เมื่อมีการประกาศจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
ส่วนของอินโดนีเซีย ถือว่าโชคดีเนื่องจากเป็นแหล่งวัตถุดิบและสินค้าต้นน้ำของประเทศตะวันตก และประเทศพัฒนาแล้วในเอเชีย เมื่อประเทศเหล่านี้มีนโยบายเข้าสู่การค้าสีเขียว จึงร่วมพัฒนาสินค้าต้นน้ำในอินโดนีเซียให้มีฉลากเขียวด้วย ขณะที่เกาหลีใต้ได้ลงเอ็มโอยูกับอินโดนีเซียเพื่อการพัฒนาเทคโนโลยีสีเขียว
การที่จะผลักดันให้สินค้าสีเขียวประสบความสำเร็จในประเทศไทยต้องอาศัยการส่งเสริมของภาครัฐ ความร่วมมือกันระหว่างผู้ประกอบการที่ผลิตสินค้า บริการและบริโภค ต้องตระหนักรู้ทั้งเรื่องกระแสโลกาภิวัตน์ กฎกติกา ข้อบังคับ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการมีอุตสาหกรรมสะอาดในประเทศไทย ให้มีการพัฒนาเชิงพาณิชย์ และเป็นแต้มต่อให้เอสเอ็มอี
สุดท้ายนี้ แม้ยังมีผู้ประกอบการอีกมากที่ไม่ยอมรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตนเองเพื่อให้เข้ากับเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อม หรือไม่ตระหนักถึงความสำคัญในการปรับใช้เทคโนโลยี รวมถึงผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอาจมองว่าเป็นเรื่องไกลตัวด้วยติดขัดในปัญหารอบด้าน
แต่ไม่ว่าเหตุผลใดก็ตาม ในอนาคตมีความเป็นไปได้สูงที่จะประสบปัญหาทางตรงหรือทางอ้อมจากผลิตภัณฑ์ที่ใช้พลังงานมาก ทำให้มีอายุใช้งานสั้น และสำคัญที่สุดคือ ผลิตภัณฑ์มีประสิทธิภาพใช้งานต่ำกว่าคู่แข่ง ไม่เป็นที่นิยมในกระแสการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า...ไม่ช้าก็เร็ว







