
"เจเอ็มที" ขอแชมป์ทวงหนี้รายย่อย
โดย...ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์
โดย...ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์
ในแวดวงธุรกิจการติดตามหนี้รายย่อยที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ไม่ว่าจะเป็นบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล “บริษัท เจเอ็มที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส” ประกาศพร้อมที่จะเป็นผู้นำตลาดในการรับซื้อบัญชีลูกหนี้รายย่อย ซึ่งเจเอ็มทีฯ มองโอกาสธุรกิจนี้เติบโตอย่างมหาศาล และไม่ว่าเศรษฐกิจจะซบเซาหรือเติบโต ธุรกิจติดตามหนี้ย่อมได้ผลดีทุกด้าน
ปิยะ พงษ์อัชฌา กรรมการผู้จัดการ บริษัท เจเอ็มที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส กล่าวว่า ในช่วงภาวะเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน ไม่ว่าเศรษฐกิจจะดีหรือไม่ดี บริษัทก็ปรับตัวได้ ในช่วงเศรษฐกิจดีลูกค้าก็มีอัตราการจ่ายชำระหนี้คืนในอัตราที่สูง แต่ในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดี ลูกค้าก็ยังจ่ายปกติ แต่มีคนมาขายหนี้เพิ่มขึ้น ดังนั้นบริษัทจะอยู่ที่ได้ทั้งสองเศรษฐกิจ ไม่ว่าเศรษฐกิจจะดีหรือไม่ก็ตาม
ในปีนี้บริษัทตั้งเป้าหมายขยายพอร์ตการติดตามหนี้ 3 หมื่นล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 1 หมื่นล้านบาท โดยปัจจุบันมีพอร์ตการดูแลหนี้รายย่อยประมาณ 2.2 หมื่นล้านบาท มีฐานข้อมูลลูกหนี้ 1.2 ล้านคน และภายในเดือน พ.ค.นี้ จะได้ข้อสรุปซื้อพอร์ตลูกหนี้รายย่อยจากสถาบันการเงิน 3 แห่ง มูลค่าประมาณระดับพันล้านบาทเพื่อบริหารติดตามหนี้ และคาดว่าจะทำกำไรได้เพิ่มขึ้นจาก 30% เป็น 40%
ปิยะ เชื่อมั่นว่าธุรกิจการรับซื้อหนี้ของบริษัทสามารถเป็นไปตามเป้าหมาย เนื่องจากคาดว่าอัตราหนี้เสียครัวเรือนหรือลูกหนี้รายย่อยต่อไตรมาสจะเพิ่มขึ้นจาก 4.7 หมื่นล้านบาท เป็น 5.25.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งไม่ใช่ว่าสัดส่วนหนี้เสียมากขึ้น แต่เป็นเพราะฐานการปล่อยสินเชื่อครัวเรือนหรือส่วนบุคคลเพิ่มขึ้น
ในขณะเดียวกันมีการประมาณการว่าหนี้เสียโครงการรถคันแรกจะเพิ่มขึ้น โดยจากข้อมูลการปล่อยสินเชื่อรถยนต์คันแรก 1.2 หมื่นล้านบาท คาดว่าจะมีหนี้เสียประมาณ 2% หรือคิดเป็นหนี้เสีย 6,000 ล้านบาท โดยบริษัทคาดว่าจะเข้าไปซื้อพอร์ตหนี้รถคันแรกประมาณ 3,000 ล้านบาท คิดเป็น 40% ของพอร์ตหนี้เสียรถยนต์คันแรกทั้งหมด
“แนวโน้มสถาบันการเงินจะขายพอร์ตลูกหนี้ ขายเอ็นพีแอลออกมามากขึ้น เนื่องจากการติดตามหนี้มีต้นทุนสูง และธนาคารพาณิชย์ต้องการเงินสดไปหมุนเวียนขยายธุรกิจการปล่อยสินเชื่อ ซึ่งจะได้ผลตอบแทนดีกว่าการติดตามบริหารหนี้เอ็นพีแอล” ปิยะ กล่าว
ทั้งนี้ โดยเฉลี่ยราคาที่เจเอ็มทีฯ จะเข้าไปซื้อพอร์ตลูกหนี้รายย่อยที่ไม่มีหลักประกันอยู่ที่ 5% ของมูลหนี้ทั้งหมด และราคาซื้อหนี้เสียจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาและประเภทของลูกหนี้ ซึ่งบริษัทจะคาดหวังจากผลตอบแทนโครงการมีกำไร 1015%
จุดเด่นของเจเอ็มทีฯ คือ ไม่มีคู่แข่งในตลาดซื้อหนี้รายย่อยมูลค่าระดับร้อยล้านบาท แต่มีบริษัทเล็กๆ ที่ซื้อระดับสิบล้านบาท ในขณะเดียวกันเจเอ็มทีฯ มีระบบติดตามหนี้ที่ทันสมัย มีระบบอัดเสียง มีระบบการติดตามหนี้ที่มีประสิทธิภาพ มีการเก็บฐานข้อมูลลูกค้า ซึ่งทำให้สามารถมีโอกาสการติดตามหนี้ได้มากกว่าบริษัทขนาดเล็ก และมีต้นทุนการบริหารหนี้เพียง 35% เปรียบเทียบกับอุตสาหกรรมในการติดตามหนื้ ถือว่าเจเอ็มทีฯ มีการบริหารจัดการที่ดีที่สุด เนื่องจากมีฐานลูกค้าจำนวนมากจึงทำให้มีต้นทุนเฉลี่ยต่ำ โดยปัจจุบันเจเอ็มทีฯ มีฐานบัญชีลูกหนี้ที่ซื้อมาประมาณ 1.2 ล้านราย และฐานลูกค้าที่รับจ้างบริหารติดตามหนี้อีกประมาณ 6 แสนราย โดยเฉลี่ยเป็นหนี้ 23 หมื่นบาทต่อบัญชี
ปิยะ กล่าวว่า ในขณะเดียวกันบริษัทมีการจัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ (เอเอ็มซี) ชื่อว่า เจแอคเซส แมนเนจเมนท์ (JAN) ทุนจดทะเบียน 50 ล้านบาท เพื่อรับซื้อหนี้ที่อยู่ระหว่างการดำเนินการตามกฎหมาย เช่น ฟ้องร้องหรือบังคับคดี โดยจะเข้าไปสวมสิทธิการเป็นเจ้าหนี้ เพื่อดำเนินการทางกฎหมายได้ โดยใช้เงินทุนจดทะเบียนเบื้องต้น 50 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะอนุมัติและดำเนินการได้ประมาณเดือน พ.ค.นี้
ปัจจุบันสถาบันการเงินหลายแห่งมีความต้องการที่จะขายหนี้ในส่วนที่มีการดำเนินการฟ้องร้องบังคับคดีแล้ว รวมถึงการต้องการให้เข้าไปสวมสิทธิการดำเนินคดี ดังนั้นมีความจำเป็นต้องจัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ (เอเอ็มซี) เข้าไปรองรับธุรกิจการซื้อหนี้ด้อยคุณภาพส่วนนี้
เจเอ็มทีฯ จะเน้นจับตลาดกลุ่มลูกหนี้รายย่อย บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักทรัพย์ ซึ่งลูกหนี้กลุ่มนี้มีมหาศาล และไม่เคยมีใครเคยซื้อหนี้รายย่อยกลุ่มนี้ และรวมทั้งมีแผนที่จะรับซื้อหนี้ด้อยคุณภาพประเภทคอนโดมิเนียม ที่อยู่อาศัย เพิ่มเติมจากสินเชื่อรายย่อย ภายใน 2 ปี ซึ่งการรับซื้อลูกหนี้เอสเอ็มอีและสินเชื่อเพื่อการพาณิชย์ยังไม่มีแผนที่จะเข้าไปรับซื้อ แต่อนาคตอีก 5 ปีจะเข้าไปซื้อ เพราะหนี้พวกนี้จะต้องอาศัยในความเชี่ยวชาญในการบริหารสินทรัพย์
“เจเอ็มทีฯ ต้องการที่จะเน้นการ บริหารหนี้รายย่อยมากกว่า เนื่องจากตลาดลูกหนี้รายย่อยมีมากมายมหาศาล เนื่องจากมีผู้ประกอบการให้สินเชื่อรายย่อยใหม่ๆ (ไมโครไฟแนนซ์) เข้ามาทำธุรกิจมากขึ้น และก็มีฐานลูกค้าใช้บริการสินเชื่อรายย่อยมากขึ้นด้วย รวมทั้งธุรกิจการติดตามหนี้รายย่อยที่สามารถที่จะซื้อพอร์ตหนี้ได้ระดับร้อยล้านบาท ยังไม่มีคู่แข่งขัน” ปิยะ กล่าว
นอกจากนี้ การทำธุรกิจของเจเอ็มทีฯ จะแตกต่างจากเอเอ็มซีของรัฐ 2 แห่ง คือ บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ (บสก.) และบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (บสส.) เพราะ บสก. และ บสส. ไม่ได้รับซื้อหนี้เอ็นพีแอลรายย่อยที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันเหมือนเจเอ็มทีฯ แต่ บสก. และ บสส. จะซื้อหนี้เสียที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน หรือสินทรัพย์รอการขาย (เอ็นพีเอ) เพื่อนำสินทรัพย์ไปบริหาร แต่เจเอ็มทีฯ จะซื้อหนี้มาเพื่อบริหารหนี้ ติดตามหนี้
แม้ว่าในอนาคต บสก. จะเข้าตลาดหลักทรัพย์ จะขยายธุรกิจการรับบริหารหรือรับซื้อลูกหนี้รายย่อย ปิยะ กล่าวว่า คนที่เคยทำบริษัทบริหารสินทรัพย์ ประเมินที่ดิน จะมาเก็บหนี้สินส่วนบุคคลคงทำใจได้ยาก แต่คนที่เก็บสินเชื่อรายย่อยจะก้าวไปเก็บสินเชื่อรายใหญ่ไม่ยาก แต่คิดว่าการติดตามหนี้รายย่อยเป็นของเจเอ็มทีฯ จะเป็นคนละตลาดกับเอเอ็มซีของรัฐ
ปิยะ กล่าวถึงสถานการณ์การชำระหนี้ในช่วงนี้ถือว่าปกติ และมีแนวโน้มที่ดีขึ้น เพราะมีอัตราการชำระหนี้มากขึ้น ประกอบกับมีฐานลูกค้าติดตามหนี้มากขึ้น ทำให้ค่าเฉลี่ยอัตราการติดตามหนี้ได้อยู่ในเกณฑ์ดี ลดความเสี่ยงการติดตามหนี้ลงได้ โดยปัจจุบันบริษัทมีพนักงานติดตามหนี้ประมาณ 600 คน และมีการว่าจ้างบริษัทภายนอกที่ได้มาตรฐานติดตามหนี้ประมาณ 24 บริษัท เพื่อรองรับฐานลูกค้าการติดตามหนี้ที่ปัจจุบันมีประมาณ 1.2 ล้านคน โดยหลักเกณฑ์การติดตามหนี้บริษัทจะติดตามหนี้เองภายใน 1 ปี ถ้าติดตามไม่ได้ก็จะให้บริษัทภายนอกช่วยติดตาม
ก่อนที่บริษัทจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ลูกค้าจะมองในเชิงลบกับบริษัทที่ทำธุรกิจติดตามหนี้ แต่พอบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ลูกค้าจะมองภาพลักษณ์เจเอ็มทีฯ เหมือนลูกหนี้กับเจ้าหนี้ โดยมองว่าการเข้ามาเจรจาปรับโครงสร้างหนี้กับบริษัท เหมือนกับว่าเจเอ็มทีฯ เข้าไปช่วย เพราะการปรับโครงสร้างหนี้กับเจเอ็มทีฯ ไม่คิดดอกเบี้ย และไม่ใช้วิธีการบังคับขู่เข็ญ โดยเน้นการเจรจาปรับโครงสร้างหนี้มากกว่า และมีส่วนลดหนี้ ไม่มีเจตนาค้าความฟ้องร้อง ทำให้ภาพลักษณ์ของบริษัทในสายตาลูกค้าดีขึ้น และทำให้ลูกค้ามีกำลังใจที่จะชำระหนี้ ไม่ใช่ว่าจ่ายเท่าไรก็ไม่หมด มีแต่ดอกเบี้ยทบต้นทบดอกขึ้นไปเรื่อยๆ







