
"หนี้ครัวเรือน"ปัญหาที่เริ่มก่อตัว
นโยบายการเพิ่มรายได้ของรัฐบาล นอกจากไม่ทำให้หนี้ครัวเรือนของประชาชนลดลงแล้ว ยังทำให้หนี้ของประเทศเพิ่มขึ้นทุกปี
นโยบายการเพิ่มรายได้ของรัฐบาล นอกจากไม่ทำให้หนี้ครัวเรือนของประชาชนลดลงแล้ว ยังทำให้หนี้ของประเทศเพิ่มขึ้นทุกปี
เป็นประเด็นร้อนเพิ่มขึ้นต่อเนื่องสำหรับปัญหาหนี้ครัวเรือนของไทยที่เร่งตัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก สาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่ามาจากนโยบายรัฐบาลที่เร่งประชาชนใช้จ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งจากโครงการบ้านหลังแรก รถคันแรก พักชำระหนี้ ให้นำเงินที่ควรไปลดหนี้นำไปใช้จ่ายก่อน เป็นต้น
โครงการประชานิยมของรัฐบาลได้สร้างหนี้ให้ทั่วถึงทุกครัวเรือน ไล่เรียงมาตั้งแต่พ่อบ้าน แม่บ้าน และลูกๆ
การเพิ่มขึ้นของหนี้ครัวเรือน ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะถือเป็นภัยคุกคามเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยในระยะกลางและระยะยาวในอนาคต
ส่งผลให้การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของ ธปท. ล่าสุดก่อนวันหยุดยาวสงกรานต์ยังคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.75% เท่าเดิม เพราะไม่ต้องการให้หนี้ครัวเรือนกลายเป็นชนวนระเบิดทำให้เศรษฐกิจไทยเป็นฟองสบู่แตกในที่สุด
กนง. ระบุว่า การลดดอกเบี้ยลงตอนนี้จะยิ่งกระตุ้นการใช้จ่ายภาคประชาชนเพิ่มขึ้น ซึ่งทำให้หนี้ครัวเรือนของไทยเร่งตัวขึ้นอีก
ความห่วงใยของ กนง. สอดคล้องกับศูนย์วิจัยกสิกรไทย ที่ออกมาเป็นห่วงหนี้ครัวเรือนของไทยใน 2 ปีข้างหน้าจะเข้าสู่วิกฤต โดยหนี้ครัวเรือนทั้งระบบต่อจีดีพี ซึ่งรวมทั้งสินเชื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อรถยนต์ สินเชื่อบุคคล จะสูงถึง 30% จากปัจจุบันอยู่ที่ 24%
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุไว้อย่างน่าสนใจว่า หาก ธปท.ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงตอนนี้จะกระตุ้นให้หนี้ภาคครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้น แต่ขณะเดียวกันหาก ธปท.ขึ้นดอกเบี้ยนโยบายก็อาจจะทำให้หนี้ครัวเรือนมีปัญหาเพิ่มขึ้นเช่นกัน เพราะประชาชนมีภาระหนี้เพิ่มขึ้น และอาจผ่อนชำระหนี้ไม่ไหว ทำให้เกิดหนี้เสียในระบบทันที
อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า หากเศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ 5-6% ต่อปี จะยังทำให้ประชาชนมีรายได้ชำระหนี้เพียงพอ แต่หากเศรษฐกิจขยายตัวลดลงหรือมีปัญหาหดตัวรุนแรง จะทำให้มีปัญหารายได้ชำระหนี้ไม่พอขึ้นได้ ทำให้ปัญหาหนี้ครัวเรือนรุนแรงและกระทบต่อภาคเศรษฐกิจ เกิดปัญหาหนี้เสียกับระบบสถาบันการเงิน จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่รัฐบาลจะต้องหามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดการกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท เพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจโตเพิ่มขึ้นปีละ 1%
ปัญหาหนี้ครัวเรือนแม้แต่หน่วยงานของรัฐบาลเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยรายงานภาวะสังคมไทยไตรมาส 4 และภาพรวมตลอดปี 2555 |พบว่า หนี้ครัวเรือนอาจกลายเป็นวิกฤตเศรษฐกิจได้ในอนาคต โดยพบภาคครัวเรือนซึ่งเป็นหน่วยเศรษฐกิจที่เล็กสุดของเศรษฐกิจมีการก่อหนี้ซ้ำซ้อนทำให้หนี้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สศช. พบว่า ยอดค้างสินเชื่อเพื่อการบริโภคและอุปโภคสูงถึง 2.9 ล้านล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นหนี้เสียหรือเอ็นพีแอล 20.5% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับสูงและน่าเป็นห่วง
นอกจากนี้ สศช.ยังให้ข้อมูลในมุมกลับว่า ขณะที่หนี้ครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้น แต่การออมภาคครัวเรือนกลับลดลงต่ำเหลือแค่ 5% จากการสำรวจยังพบว่า 54% ของครัวเรือนไทยไม่มีความสามารถในการออมเงิน เป็นอีกตัวบ่งชี้ว่าปัญหาหนี้ครัวเรือนกำลังเข้าสู่วิกฤตอย่างปฏิเสธไม่ได้
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมารัฐบาลยังยืนกระต่ายขาเดียว ยืนยันว่าไทยยังไม่มีปัญหาหนี้ครัวเรือน เพราะไม่ต้องการให้ปัญหาเข้าตัวว่า หนี้ครัวเรือนที่เริ่มก่อตัวเป็นวิกฤตมาจากต้นตอนโยบายของรัฐบาล ที่เน้นแต่คะแนนนิยม ไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบที่ตามมา
นโยบายการเร่งใช้จ่ายของรัฐบาล รถคันแรกทำให้มีการซื้อรถเพิ่มขึ้นถึงกว่า 1 ล้านคัน เป็นการทำให้มีการก่อหนี้เกินตัว การพักหนี้ แม้กระทั่งหนี้ดีก็ยังพักให้ เป็นการทำให้ลูกหนี้ไม่มีวินัยแล้วยังนำเงินไปใช้จ่าย ทำให้หนี้ที่ควรลดลงกลับยังอยู่เท่าเดิม
ทั้งหมดเป็นเหตุทำให้รัฐบาลเสียงแข็งว่าหนี้ครัวเรือนไม่มีปัญหา เป็นการซุกปัญหาไว้ใต้พรม รอวันเน่าส่งกลิ่นเหม็นออกมาในไม่ช้า
แม้ว่ารัฐบาลจะพยายามอ้างว่าที่ผ่านมาประชาชนมีรายได้เพิ่มมากขึ้นจากนโยบายของรัฐบาล ทั้งการรับจำนำข้าว การเพิ่มค่าแรง ทำให้มีรายได้เพิ่มไปชำระหนี้
แต่รัฐบาลปฏิเสธไม่ได้ว่าการเพิ่มรายได้ประชาชนจากนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะโครงการรับจำนำข้าว ประเทศมีต้นทุน ต้องกู้เงินหลายแสนล้านบาทเพื่อนำไปใช้ดำเนินนโยบาย
ขณะเดียวกันยังเกิดความเสียหายขาดทุนอีกปีละกว่า 1 แสนล้านบาท
ดังนั้น นโยบายการเพิ่มรายได้ของรัฐบาล นอกจากไม่ทำให้หนี้ครัวเรือนของประชาชนลดลงแล้ว ยังทำให้หนี้ของประเทศเพิ่มขึ้นทุกปี
ส่งผลให้ไทยกำลังเผชิญวิกฤตทั้งหนี้ครัวเรือนและหนี้สาธารณะ อันตรายจากหนี้ยังจะไม่เห็นในวันนี้ แต่ในอนาคตเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงมากที่สุด







