posttoday
ไตรมาส 1 รายย่อยอ่วมจี้รัฐเร่งแก้ตรงจุด

ไตรมาส 1 รายย่อยอ่วมจี้รัฐเร่งแก้ตรงจุด

15 เมษายน 2556

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้จัดทำแบบสำรวจความคิดเห็นจากสมาชิกอุตสาหกรรมทั่วประเทศ เกี่ยวกับผลกระทบที่ได้รับจากการปรับค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาททั่วประเทศ ที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.ที่ผ่านมา ดำเนินการเก็บข้อมูลตั้งแต่เดือน เม.ย.มิ.ย. 2556

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้จัดทำแบบสำรวจความคิดเห็นจากสมาชิกอุตสาหกรรมทั่วประเทศ เกี่ยวกับผลกระทบที่ได้รับจากการปรับค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาททั่วประเทศ ที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.ที่ผ่านมา ดำเนินการเก็บข้อมูลตั้งแต่เดือน เม.ย.มิ.ย. 2556

ผู้ที่ตอบแบบสอบถาม เป็นผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรม 85.54% และภาคธุรกิจบริการ 13.46% ลักษณะธุรกิจของผู้ตอบแบบสอบถาม พบว่า ขายในประเทศ 47.83% ส่งออก 37.68% และเป็นธุรกิจรับจ้างการผลิต (OEM) 14.49% โดยผู้ตอบแบบสอบถามอยู่ในกลุ่มธุรกิจขนาดเล็ก 66% และขนาด กลางซึ่งมีแรงงานอยู่ระหว่าง 300-500 คน คิดเป็น 26% และเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ 8%

ผ่านช่วงไตรมาสแรก (ม.ค.-มี.ค.) ผลสำรวจ พบว่า ค่าแรงที่ปรับขึ้นมีผลกระทบต่อต้นทุนรวม (Total Cost) มากกว่า 15% คิดเป็น 54% ของผู้ประกอบการทั้งหมด ผู้ได้รับผลกระทบปานกลางระหว่าง 710% คิดเป็น 24% และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบน้อยโดยมีต้นทุนรวมสูงขึ้นระหว่าง 35% คิดเป็น 18% สำหรับผู้ที่ไม่ได้รับผลกระทบต่อการปรับค่าจ้างครั้งนี้มีอยู่ 4%ผู้ประกอบการซึ่งส่วนใหญ่เป็นเอสเอ็มอีได้รับผลกระทบจนถึงธุรกิจประสบการขาดทุน ถึง 80% ขณะที่ผู้ประกอบการ 23.33% ขาดสภาพคล่อง และอีก 10.42% แจ้งว่าอาจจะต้องถึงขั้นปิดกิจการ

ขณะที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่แจ้งว่าไม่สามารถปรับราคาสินค้าได้ ในช่วงเดือน ม.ค.-มี.ค. 2556 คิดเป็น 47.06% ส่วนที่สามารถปรับราคาได้มีสัดส่วน 52.94% โดยแบ่งเป็นปรับราคาได้น้อย 43.14% ปรับราคาได้ปานกลาง 7.84% และปรับราคาได้เท่ากับหรือมากกว่าต้นทุนที่สูงขึ้น คิดเป็น 1.96%

ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากผลสำรวจดังกล่าว หากรัฐบาลไม่มีมาตรการช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรมอาจทำให้ต้องลดปริมาณการผลิต ซึ่งนำไปสู่การลดจำนวนพนักงาน/แรงงานรวมไปถึงการเลิกจ้าง อย่างไรก็ตาม สภาพการว่างงานในปีนี้คงไม่เห็นภาพชัดเจน เพราะแรงงานสามารถเคลื่อนย้ายไปในโรงงานขนาดใหญ่และโรงงานต่างชาติซึ่งกำลังเข้ามาลงทุนในประเทศไทยตามการสนับสนุนของบีโอไอ

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่ซึ่งเป็นเอสเอ็มอี จะบอกว่าได้รับผลกระทบจากการปรับค่าจ้างครั้งนี้ แต่ 58% ยังคิดว่าสามารถประคองธุรกิจได้ ซึ่งการปรับตัวของภาคเอกชนได้ให้น้ำหนักการลดจำนวนพนักงาน/แรงงาน รวมทั้งลดการทำงานล่วงเวลาและลดสวัสดิการ

ขณะเดียวกันได้เพิ่มประสิทธิภาพแรงงานและปรับปรุงกระบวนการผลิต เช่น การลดขั้นตอนการผลิตและการนำเครื่องจักรมาทดแทนแรงงาน ส่วนแนวคิดในด้านการลงทุนไปต่างประเทศ ส่วนใหญ่เกือบ 60% แจ้งว่าไม่เคยคิดที่จะย้ายฐานการผลิต มี 26% ที่มีแนวคิดจะย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้าน

ทั้งนี้ สำหรับความคิดเห็นเกี่ยวกับมาตรการช่วยเหลือของรัฐบาล พบว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่กว่า 50% แจ้งว่าไม่ได้ประโยชน์จากมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐ มี 28% ที่เห็นว่าช่วยได้บ้าง และเห็นว่ามาตรการของรัฐที่ช่วยได้มากที่สุด คือ การชดเชยส่วนต่างของค่าจ้างที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งการช่วยเหลือสภาพคล่องด้วยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ที่เอสเอ็มอีสามารถเข้าถึงได้จริง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท