
ปีทองของประกัน
ภาพรวมธุรกิจประกันวินาศภัยและธุรกิจประกันชีวิตในปี 2556 ยังเห็นทิศทางการเติบโตที่สดใสมากต่อเนื่องจากปี 2555 ที่ผ่านมา สะท้อนได้จากเบี้ยประกันภัยรับรวมในปี 2555 ที่สามารถขึ้นทำระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ทั้งในกลุ่มของการประกันวินาศภัยและการประกันชีวิตที่ 5.69 แสนล้านบาท โดยเติบโตถึง 21.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (yoy) แบ่งเป็นเบี้ยประกันวินาศภัยรับรวมเท่ากับ 1.79 แสนล้านบาท เติบโตถึง 27.9% yoy และเบี้ยประกันชีวิตรับรวมเท่ากับ 3.90 แสนล้านบาท เติบโตถึง 18.7% yoy
ภาพรวมธุรกิจประกันวินาศภัยและธุรกิจประกันชีวิตในปี 2556 ยังเห็นทิศทางการเติบโตที่สดใสมากต่อเนื่องจากปี 2555 ที่ผ่านมา สะท้อนได้จากเบี้ยประกันภัยรับรวมในปี 2555 ที่สามารถขึ้นทำระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ทั้งในกลุ่มของการประกันวินาศภัยและการประกันชีวิตที่ 5.69 แสนล้านบาท โดยเติบโตถึง 21.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (yoy) แบ่งเป็นเบี้ยประกันวินาศภัยรับรวมเท่ากับ 1.79 แสนล้านบาท เติบโตถึง 27.9% yoy และเบี้ยประกันชีวิตรับรวมเท่ากับ 3.90 แสนล้านบาท เติบโตถึง 18.7% yoy
โดยปกติแล้วการเติบโตของเบี้ยประกันภัยจะสอดคล้องกับการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) สะท้อนได้จากการเติบโตของเบี้ยประกันภัยรับรวมตั้งแต่ปี 25402555 ที่เพิ่มขึ้น 10.44% สูงกว่าการเติบโตเฉลี่ยของ GDP ที่ 5.63% กว่าเท่าตัวในช่วงเวลาเดียวกัน
ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ ประเมินการเติบโตของ GDP ปี 2556 ที่ระดับเฉลี่ย 4.55.5% ต่อเนื่องจาก 6.4% ในปี 2555 น่าจะยังเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของเบี้ยประกันภัยรับรวมทั้งระบบ อีกทั้งหากพิจารณาสัดส่วนการทำประกันภัยของประชากรไทยที่ยังต่ำเพียง 5% ของ GDP (3.76% สำหรับการทำประกันชีวิต และ 1.73% สำหรับการทำประกันภัย) หากเทียบกับประเทศชั้นนำในภูมิภาค อาทิ ไต้หวัน (13.9%) ฮ่องกง (10.1%) และเกาหลี (7%) ซึ่งล้วนสูงเกินกว่าประเทศไทยมาก ทำให้ยังเห็นศักยภาพการเติบโตของเบี้ยประกันภัยรับรวมได้อย่างมีนัยในระยะยาว หากไม่เกิดภัยจากอุบัติภัยร้ายแรง
วินาศภัย กลับฟื้นตัวแรงในปี 2556
ภาพรวมธุรกิจประกันวินาศภัย ปี 2556 ยังเห็นทิศทางการเติบโตที่สดใส หลังจากผ่านพ้นจุดต่ำสุดของสถานการณ์น้ำท่วมมาแล้ว และการตั้งสำรองค่าสินไหมล่วงหน้าของบริษัทประกันภัยส่วนใหญ่ ทำให้ภาระในการจ่ายค่าสินไหมทดแทนลดลงอย่างมีนัย บวกกับการคาดการณ์ว่าเบี้ยประกันภัยรับรวมสำหรับปี 2556 จะเติบโตต่อเนื่องอีกไม่ต่ำกว่า 15% yoy ทำให้บริษัทประกันภัยส่วนใหญ่ที่เน้นการรับประกันภัยประเภททรัพย์สิน (Property Insurance) มีแนวโน้มสูงที่จะสามารถกลับมาแสดงกำไรได้เป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา (ในกรณีที่ไม่มีอุบัติภัยร้ายแรงเกิดขึ้นอีก)
ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่า กลยุทธ์ธุรกิจในปี 2556 จะเป็นไปในลักษณะที่เน้นการเลือกรับประกันภัยมากขึ้นให้สอดคล้องกับขนาดเงินกองทุนที่มีอยู่ ขณะที่ประกันภัยเบ็ดเตล็ด เป็นกลุ่มธุรกิจที่คาดว่าจะเห็นการเติบโตที่สดใสมากเช่นกัน เนื่องจากมี Loss Ratio ต่ำ ทำให้อัตรากำไรสูง ส่วนเบี้ยประกันภัยรถยนต์เป็นอีกกลุ่มที่คาดว่าจะเห็นการเติบโตที่ดีมาก แต่ก็จะเห็น Loss Ratio ที่สูงขึ้นมากเช่นกัน จากโครงการรถยนต์คันแรกของภาครัฐ ทำให้ผู้นำการรับประกันภัยในกลุ่มนี้ (วิริยะประกันภัยและทิพยประกันภัย) ต่างก็ต้องเร่งปรับกลยุทธ์โดยเลือกการรับประกันรถยนต์ขนาดใหญ่ที่เกินกว่า 1,500 ซีซี หรือเลือกรับประกันภัยสำหรับเบี้ยปีที่ 2 ของโครงการรถยนต์คันแรกเพื่อลดความเสี่ยงลง
สำหรับธุรกิจประกันชีวิต ปี 2556 ยังเป็นปีที่สดใสมากเช่นกัน ด้วยคาดการณ์การเติบโตของเบี้ยประกันชีวิตรับรวมในปี 2556 ที่ระดับ 17.3% yoy โดยมีปัจจัยหนุนหลักๆ ได้แก่ 1.คาดการณ์การเติบโตของ GDP ปี 2556 ที่ยังสดใส 2.สัดส่วนการทำประกันชีวิตของประชากรไทยเมื่อเทียบกับ GDP รวม ยังอยู่ในระดับที่ต่ำมาก 3.กำลังซื้อของผู้บริโภคปรับตัวสูงขึ้น 4.การพัฒนารูปแบบประกันชีวิตที่หลากหลายและให้ประโยชน์แก่ผู้บริโภค ทั้งในแง่ของการคุ้มครอง ผลตอบแทนที่ดี และการนำไปลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และ 5.ช่องทางการจำหน่ายที่หลากหลายมากขึ้น ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยดึงดูดให้นักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาถือหุ้นเพิ่มขึ้น หรือควบรวมกิจการหรือ M&A เพื่อขยายฐานธุรกิจ
Top Picks เลือก THRE และ BKI
ฝ่ายวิจัยให้น้ำหนักการลงทุนมากกว่าตลาด สำหรับหุ้นกลุ่มประกันภัย ด้วยคาดการณ์การเติบโตของผลการดำเนินงานของทั้งสามบริษัทที่ฝ่ายวิจัยศึกษา ได้แก่ บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต (BLA) บริษัท กรุงเทพประกันภัย (BKI) และบริษัท ไทยรับประกันภัยต่อ (THRE) ที่พลิกกลับมาแสดงกำไรสุทธิในปี 2556 สูงถึง 7,450 ล้านบาท จากขาดทุนสุทธิราว 431 ล้านบาทในปี 2555 และจะเติบโตต่อเนื่องอีกถึง 21% yoy ในปี 2557 ฝ่ายวิจัยเลือก THRE (ซื้อ : มูลค่าเหมาะสม เท่ากับ 6.50 บาท) และ BKI (ซื้อ: มูลค่าเหมาะสม เท่ากับ 550 บาท) เป็นหุ้น Top Picks เนื่องจากมีการ Turnaround ของกำไรสุทธิที่โดดเด่นสุดในกลุ่มฯ อีกทั้งยังมี Upside ที่สูงจูงใจจากราคาหุ้นปัจจุบัน n







