
คาดไตรมาสแรกกำไร SCC พุ่ง
...เจียรนัย อุตะมะ
ผลประกอบการไตรมาสแรกปีนี้ บริษัท ปูนซิเมนต์ ไทย (SCC) ที่จะประกาศวันที่ 28 เม.ย.นี้ นักวิเคราะห์คาดว่าจะพุ่งตามธุรกิจปิโตรเคมี
บล.กิมเอ็ง (ประเทศไทย) คาดว่า SCC จะรายงานกำไรสุทธิไตรมาสแรก ปี 2553 ที่ 6,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 28.0% จากไตรมาส 4 ปี 2552 จากผลประกอบการที่ดีขึ้นทั้งในส่วนธุรกิจปิโตรเคมีและธุรกิจอื่น รวมถึงเงินปันผลรับและส่วนแบ่งรายได้จากเงินลงทุนที่เพิ่มขึ้นจากบริษัทในเครือ
แนวโน้มกำไรในอนาคตดี
“
เราคาดการณ์ว่า SCC จะมีแนวโน้มผลประกอบการที่แข็งแกร่งต่อเนื่อง ทั้งในส่วนธุรกิจปิโตรเคมีและธุรกิจอื่นในปี 2553 โดยในส่วนธุรกิจปิโตรเคมี โรงงานผลิตปิโตรเคมีต้นน้ำของ SCC แห่งใหม่(มีกำลังการผลิตเพิ่มเป็นสองเท่าจากในปัจจุบัน) ได้ผ่านการทดสอบการผลิตในไตรมาสแรก ปี 2553 และเริ่มเข้าสู่การผลิตเพื่อการพาณิชย์ในเดือน เม.ย. แล้ว”เมื่อพิจารณาจากอัตราการใช้กำลังการผลิตจากโรงงานใหม่ที่สูงกว่า 70% รวมถึงระดับส่วนต่างผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีในปัจจุบัน โรงงานดังกล่าวมีความสามารถในการทำกำไรเกินจุดคุ้มทุน ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนผลประกอบการ SCC ในไตรมาส 2 ปี 2553 นอกจากนี้ อัตราการใช้กำลังการผลิตของโรงงานใหม่ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อไปในอนาคตยังจะช่วยบรรเทาความเสี่ยงขาลงกับกำไรในธุรกิจปิโตรเคมี หากส่วนต่างผลิตภัณฑ์ลดลงตามการเริ่มเดินการผลิตของการผลิตเคมีใหม่ทั่วโลกในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2553 นอกจากนี้ ในส่วนธุรกิจอื่น ปริมาณการขายที่เพิ่มอย่างต่อเนื่องยังคงเป็นปัจจัยบวกสำคัญต่อผลประกอบการ โดยในปี 2553 เราคาดว่าปริมาณการขายปูนซีเมนต์ทั้งในประเทศและส่งออกจะเพิ่มขึ้น 10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนและ 4% จากไตรมาส 4 ปี 2552 และคาดปริมาณการขายกระดาษจะเพิ่ม 5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากอัตราการใช้กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นของโรงงานใหม่ในขอนแก่นและเวียดนาม
ทั้งนี้ อัตรากำไรในธุรกิจปูนซีเมนต์จะถูกสนับสนุนโดยปริมาณการขายปูนและอัตราการใช้ประโยชน์จากโครงการประหยัดต้นทุนพลังงาน (Waste Heat Generator) ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยหักล้างราคาปูนซีเมนต์ที่ลดลงและราคาถ่านหินที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยในช่วงที่ผ่านมา
ในขณะที่อัตรากำไรในธุรกิจกระดาษจะได้แรงหนุนจากราคาขายที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก โดยปัจจุบันต้นทุนวัตถุดิบส่วนใหญ่ในธุรกิจกระดาษของ SCC มีการจัดซื้อในประเทศในราคาที่ค่อนข้างคงที่ โดยมีการนำเข้าวัตถุดิบซึ่งมีราคาสูงกว่าเป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้น
ปรับเพิ่มกำไรในปี
25532554 อีก 57%
บล.กิมเอ็ง ปรับเพิ่มกำไรของ SCCอีก 57% เป็น 2.8 และ 3 หมื่นล้านบาท ในปี 25532554 เนื่องจากปรับเพิ่มส่วนต่างผลิตภัณฑ์ HDPENaphtha เป็น 510 และ 480 เหรียญสหรัฐต่อตัน (จาก 480 และ 450 เหรียญสหรัฐต่อตัน) ในปี 25532554 ประมาณการกำไรของเราสะท้อนวงจรขาลงของธุรกิจปิโตรเคมีจนถึงปี 2554 และไม่รวมโครงการของบริษัทที่ถูกระงับการเปิดดำเนินงานที่มาบตาพุด
ทั้งนี้ วงจรขาลงของธุรกิจปิโตรเคมีที่สิ้นสุดเร็วกว่าคาด และความคืบหน้าในปัญหามาบตาพุดจะเป็นปัจจัยบวกต่อประมาณการ
ราคาหุ้นของ SCC
มีแนวโน้มปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง
แม้ว่าล่าสุดราคาหุ้นของ SCC จะปรับตัวขึ้นมาซื้อขายที่ค่า 11 เท่า ที่ 10.8 เท่า (ซึ่งเป็นค่าสัดส่วนราคาต่อกำไร (PE) เฉลี่ยในช่วงปี 25472551) แต่มองว่าราคาหุ้นยังมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง จากการเป็นเป้าหมายของการไหลเข้าของกระแสเงินทุนของนักลงทุนต่างชาติ รวมถึงอัตราการเติบโตของกำไรที่อยู่ในระดับสูงในอีกหลายปีข้างหน้า
ทั้งนี้ ในอดีตครั้งที่มีกระแสเงินทุนจากนักลงทุนต่างชาติไหลเข้าตลาดในกลางปี 2547 ราคาหุ้นของ SCC มีการปรับตัวขึ้นมาซื้อขายที่ค่า P/E ที่ 1416 เท่า แม้ว่าแนวโน้มกำไรในขณะนั้นจะไม่โดดเด่นนักก็ตาม
อย่างไรก็ดี ปัจจุบัน SCC มีแนวโน้มกำไรดีกว่ามาก เมื่อพิจารณาถึงการเริ่มโรงผลิตปิโตรเคมีใหม่ในไตรมาส 2 ปี 2553 ประกอบกับการฟื้นตัวของความต้องการในธุรกิจอื่นๆ ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยคาดว่ากำไรของ SCC มีแนวโน้มเติบโตถึง 12.6% CAGR ในช่วงปี 25532554 ราคาหุ้นที่ปรับตัวลดลงจากการขึ้น XD เงินปันผลที่ 5.0 บาทต่อหุ้น เป็นโอกาสที่ดีในการเข้าซื้อสะสมหุ้น ทั้งนี้ มีการปรับประมาณการราคาเป้าหมายของ SCC โดยใช้การประเมินมูลค่าด้วยวิธี sumofthepart ขึ้นเป็น 320 บาท จาก 274 บาท และยังคงคำแนะนำ
“ซื้อ”สถาบันวิจัยนครหลวงไทยวิเคราะห์ว่าภาพรวม 3 ธุรกิจหลักของ SCC ที่ยังเติบโตดีต่อเนื่อง เป็นผลมาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยยอดขายซีเมนต์ในไตรมาสแรกปี 2553 คาดจะปรับขึ้น 6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนตามการเติบโตของการก่อสร้างทั้งจากรัฐบาลและเอกชน หนุนรายได้กลุ่มซีเมนต์ในไตรมาสแรกปี 2553 เติบโต 2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ส่วนต่างระหว่างผลิตภัณฑ์โอเลฟินส์ต่อแนฟทาที่มีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่องไปจนถึงช่วงครึ่งแรกปี 2553 คาดจะทำให้ผลประกอบการในช่วงครึ่งแรกปีนี้ของ SCC ออกมาเหนือกว่าที่ตลาดคาดการณ์ และอาจทำให้นักวิเคราะห์ปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2553 เพิ่มขึ้นอีกครั้ง
ทั้งนี้ สถาบันวิจัยนครหลวงไทยได้ปรับสมมติฐานส่วนต่างระหว่างผลิตภัณฑ์โอเลฟินส์ขึ้นจากเฉลี่ยที่ 300 เหรียญสหรัฐต่อตัน เป็น 350400 เหรียญสหรัฐต่อตัน
ขณะที่ผลการดำเนินงานในธุรกิจซีเมนต์และกระดาษยังขยายตัวแข็งแกร่ง ดังนั้น จึงปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2553 เพิ่มขึ้น 17% เป็น 25,500 ล้านบาท และยังคงคำแนะนำ
“ซื้อ” โดยมีราคาตามปัจจัยพื้นฐานใหม่เพิ่มจาก 260 บาท/หุ้น เป็น 290 บาท/หุ้น






