posttoday
ศูนย์วิจัยยังห่วงวิกฤตไฟฟ้าประเทศ

ศูนย์วิจัยยังห่วงวิกฤตไฟฟ้าประเทศ

12 เมษายน 2556

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มอง แม้สงกรานต์ปีนี้ไทยจะรอดพ้นวิกฤตไฟตก-ดับ แต่ยังต้องจับตาวิกฤตไฟฟ้าระยะข้างหน้า

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มอง แม้สงกรานต์ปีนี้ไทยจะรอดพ้นวิกฤตไฟตก-ดับ แต่ยังต้องจับตาวิกฤตไฟฟ้าระยะข้างหน้า

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงานว่า หลังจากผ่านพ้นวันที่ 5 เมษายน 2556 ไปได้ด้วยดี โดยไม่มีปัญหาไฟตกหรือดับ ก็พอเบาใจไปได้แล้วว่า ประเทศไทยได้พ้นวิกฤตไฟฟ้าในปีนี้ไปได้ อันเป็นผลจากความร่วมมือกันของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน ผู้ประกอบการธุรกิจและอุตสาหกรรมที่ร่วมกันประหยัดการใช้ไฟฟ้า ในขณะเดียวกัน ก็สนับสนุนให้ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนเพิ่มกำลังผลิตเข้าระบบ ส่งผลทำให้การใช้ไฟฟ้าในช่วงของความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 5 เมษายน 2556 อยู่ที่ 24,955 เมกะวัตต์ จากเดิมที่คาดไว้ว่าจะอยู่ที่ 26,600 เมกะวัตต์ ทำให้สำรองไฟฟ้าพร้อมใช้ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 2,450 เมกะวัตต์ เพิ่มขึ้นจากเดิมที่คาดไว้ถึง 15%

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าความเสี่ยงที่จะเผชิญกับปัญหาไฟฟ้าตกหรือดับในเดือนเมษายน 2556 จะลดลงไปมาก แต่สำหรับประเทศไทย สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ ณ ตอนนี้ก็คือ เสถียรภาพและความมั่นคงทางด้านไฟฟ้าในระยะปานกลางและระยะยาว ซึ่งทุกฝ่ายควรให้ความสนใจ

ความมั่นคงทางด้านไฟฟ้า ... ยังคงต้องได้รับการทดสอบในระยะปานกลาง-ยาว

หากพิจารณาโครงสร้างการผลิตและการใช้ไฟฟ้าของไทย พบว่ายังคงมีความเสี่ยงอย่างน้อยใน 2 ด้าน ที่อาจส่งผลต่อความมั่นคงและความยั่งยืนด้านไฟฟ้าของไทย ซึ่งประกอบไปด้วย

ความเสี่ยงจากการพึ่งพิงแหล่งเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติในอัตราสูง หากพิจารณาถึงประเภทเชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าของไทย ทั้งโรงไฟฟ้าของภาครัฐและโรงไฟฟ้าภาคเอกชน พบว่า การกระจายประเภทเชื้อเพลิงมีค่อนข้างน้อย โดยมีการพึ่งพิงก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนที่สูงถึง 67.5% (ปี 2555)  ซึ่งสัดส่วนดังกล่าว สอดคล้องกับค่าเฉลี่ย 69.5% ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (2546-2555) ในขณะที่ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าปี 2555-2573 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 3 (PDP 2010) แม้ว่าภาครัฐจะมีการดึงเชื้อเพลิงหมุนเวียนรวมถึงถ่านหินและนิวเคลียร์เข้ามาเสริมการผลิตไฟฟ้า แต่การใช้ก๊าซธรรมชาติผลิตไฟฟ้า ก็ยังคงมีสัดส่วนสูงถึง 58.0% ซึ่งสัดส่วนดังกล่าว ถือว่ามีความเสี่ยงต่อภาคการผลิตไฟฟ้าของไทยสูง เนื่องจาก 2 ปัจจัยด้วยกันก็คือ ปัจจัยแรก ไทยมีการผลิตก๊าซธรรมชาติได้เพียง 80.8% ของปริมาณความต้องการใช้ทั้งหมด ส่วนอีก 19.2% ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ (แหล่งยาดานาและเยตากุน รวมทั้งนำเข้าในรูปของก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG) ซึ่งก็มีความเสี่ยงจากปัญหาการหยุดส่งก๊าซจากต่างประเทศ  ปัจจัยที่สอง ปริมาณก๊าซธรรมชาติสำรองของไทยที่มีการสำรวจแล้ว (Proved Reserves)  สามารถนำมาใช้ได้อีกประมาณ 10 ปี (หากรวมปริมาณที่คาดว่าจะมี (Probable Reserves) และมีความเป็นไปได้ว่าจะมี (Possible Reserves) จะสามารถใช้ได้อีก 28 ปี) ซึ่งจะทำให้ไทยต้องพึ่งพิงการนำเข้าก๊าซธรรมชาติ จากต่างประเทศในสัดส่วนที่สูงขึ้นในอนาคต ซึ่งก็มีความเสี่ยงจากปัจจัยด้านราคาที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น อันเป็นผลจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มประเทศ OECD เพื่อใช้ทดแทนน้ำมันและถ่านหิน

 

ศูนย์วิจัยยังห่วงวิกฤตไฟฟ้าประเทศ


ความเสี่ยงจากกำลังไฟฟ้าสำรองอยู่ในระดับต่ำ จากแผน PDP 2010 (ปี 2555-2573) คาดการณ์ว่ากำลังผลิตไฟฟ้าสำรองต่ำสุดของประเทศ จะลดลงต่อเนื่องจาก 18.4% ของความต้องการไฟฟ้าสูงสุดในปี 2556 เป็น 17.7% ในปี 2557 และ 16.4% ในปี 2558 โดยกำลังผลิตไฟฟ้าสำรองที่เหมาะสมต้องไม่ต่ำกว่า 15% แต่ระดับที่ปลอดภัยสำหรับไทยควรอยู่ที่ 20% เนื่องจากไทยมีความเสี่ยงจากการนำเข้าก๊าซจากแหล่งพม่า รวมถึงความเสี่ยงจากความล่าช้าของโรงไฟฟ้าใหม่ ซึ่งบางครั้งติดขัดปัญหาทางด้านสิ่งแวดล้อม หรือการคัดค้านจากชุมชน อาทิ โรงไฟฟ้าที่ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง รวมทั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ (ตามแผนจะต้องเข้าระบบในปี 2569-2570 รวม 2,000 เมกะวัตต์) ทั้งนี้ หากเกิดกรณีดังกล่าว ก็อาจมีความจำเป็นต้องหันไปพึ่งพิงก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้า รวมทั้งนำเข้าไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งก็จะสร้างเงื่อนไขปัจจัยเสี่ยงด้านไฟฟ้าเพิ่มเติม 

 

ศูนย์วิจัยยังห่วงวิกฤตไฟฟ้าประเทศ


เร่งสร้างความมั่นคงด้านไฟฟ้า ... รองรับความต้องการใช้ในอนาคต

ความต้องการใช้ไฟฟ้าของไทย มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยแม้ว่าตามแผน PDP 2010 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 3 พบว่า ความต้องการใช้ไฟฟ้าของไทยในช่วงปี 2555-2573 ในส่วนของความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดจะเพิ่มขึ้นจาก 26,355 เมกะวัตต์ในปี 2555 เป็น 52,256 เมกะวัตต์ในปี 2573 หรือเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 4.16% ต่อปี และความต้องการใช้ไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นจาก 175,069 GWh (กิกะวัตต์-ชั่วโมง) ในปี 2555 มาอยู่ที่ 346,767 GWh ในปี 2573 หรือเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 4.13% ต่อปี ซึ่งการพยากรณ์ดังกล่าว ตั้งอยู่บนสมมติฐานการเติบโตของเศรษฐกิจไทยเฉลี่ย 4.4% ต่อปี ในช่วงปี 2555-2573 สำหรับในส่วนของกำลังไฟฟ้าใหม่ที่จะเข้าระบบในช่วงปี 2555-2573 จะอยู่ที่ 55,130 เมกะวัตต์ และมีกำลังไฟฟ้าที่ต้องปลดออกจากระบบ 16,839 เมกะวัตต์ ส่งผลให้กำลังไฟฟ้าในปี 2573 อยู่ที่ 70,686 เมกะวัตต์ ซึ่งถือว่าครอบคลุมความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม หากความต้องการใช้ไฟฟ้า รวมทั้งกำลังผลิตไฟฟ้าที่เข้าใหม่ ไม่เป็นไปตามสมมติฐานและการพยากรณ์ ซึ่งอาจเกิดจากปัจจัยทางด้านการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือความล่าช้าของโรงไฟฟ้ารายใหม่ที่เข้าระบบ ซึ่งหากมีกรณีเช่นนี้ ก็ย่อมหมายถึงความเสี่ยงทางด้านความมั่นคงด้านไฟฟ้าของไทย ที่อาจส่งผลกระทบไปถึงเศรษฐกิจโดยรวม

ดังนั้น เพื่อเป็นการรองรับความเสี่ยงดังกล่าว ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจึงควรต้องพิจารณาวางแผนการรับมือ โดย ภาครัฐ ควรเร่งกำลังผลิตไฟฟ้าที่จะเข้าสู่ระบบทั้งในส่วนที่ผลิตเอง และส่วนที่รับซื้อจากเอกชน รวมทั้งที่นำเข้าไฟฟ้าจากต่างประเทศ ให้เป็นไปตามแผนการที่วางไว้ ในขณะเดียวกัน ก็ควรหาวิธีกระจายแหล่งเชื้อเพลิง นอกเหนือจากการพึ่งพิงก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนที่สูง อาทิ ถ่านหินสะอาด พลังงานทดแทนอื่นๆ อาทิ แสงอาทิตย์ ลม และชีวมวล โดยต้องนำหลายๆ ปัจจัยมาพิจารณา เพื่อประกอบการตัดสินใจ ทั้งทางด้านต้นทุนการผลิตต่อหน่วยของโรงไฟฟ้าตามประเภทเชื้อเพลิง รวมทั้งความยั่งยืนในการจัดหาวัตถุดิบ ควบคู่ไปกับการคำนึงถึงปัจจัยทางด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งถือเป็นข้อกังวลสำคัญของภาคประชาชน

สำหรับในส่วนของภาคการผลิต รวมทั้งภาคครัวเรือน ก็ต้องเข้ามามีส่วนร่วม โดยการใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะผู้ประกอบการอุตสาหกรรม ซึ่งมีสัดส่วนการใช้ไฟฟ้าถึงประมาณ 45.0% รวมทั้งภาคครัวเรือนที่มีการใช้ 22.5% ของการใช้ไฟฟ้าทั้งหมดที่เกิดขึ้นจริงในปี 2555 ซึ่งมีประมาณ 161,778 GWh (กิกะวัตต์-ชั่วโมง) ทั้งนี้ หากสามารถดำเนินมาตรการลดการใช้ไฟฟ้าลงได้ 5-10% นอกจากจะช่วยให้ประเทศมีกำลังไฟฟ้าสำรองเพิ่มขึ้น ยังช่วยลดความจำเป็นในการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ลงได้หลายแห่งอีกด้วย

บทสรุป

ช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ แม้ว่าคนไทยจะสามารถผ่านพ้นวิกฤตไฟฟ้าไปได้ แต่ในระยะข้างหน้า การที่ไทยจะสามารถหลุดพ้นความเสี่ยงจากปัญหาไฟฟ้าตก-ดับ จำเป็นต้องมีหลายมาตรการ ทั้งการส่งเสริมและสนับสนุนการประหยัดไฟฟ้าจากภาคส่วนต่างๆ รวมถึงการผลักดันแผนเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้า ภายใต้ทางเลือกด้านเชื้อเพลิงที่หลากหลาย และมีปริมาณที่เพียงพอที่จะนำมาผลิตไฟฟ้าเพื่อสนับสนุนความต้องการในระยะยาว ตลอดจนต้นทุนการจัดหาที่เหมาะสมและยอมรับได้ของผู้ใช้ ประการสำคัญก็คือ การสร้างการรับรู้และความเข้าใจต่อผู้ใช้ไฟฟ้า เกี่ยวกับความจำเป็นของการเลือกใช้ประเภทเชื้อเพลิงที่หลากหลาย ซึ่งจะช่วยลดความกังวลทางด้านความปลอดภัยต่อชีวิตและสภาพแวดล้อม และเกิดพลังสนับสนุนการเกิดขึ้นของโรงไฟฟ้าใหม่ๆ จนนำไปสู่ความมั่นคงด้านพลังงานในอนาคต

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท