
จาก "ฟู้ดสไตลิสต์" สู่นักสร้างแบรนด์อาหาร
โดย...ดวงใจ จิตต์มงคล
โดย...ดวงใจ จิตต์มงคล
อีกหนึ่งอาชีพสุดชิกของคนรุ่นใหม่ที่หลายคนใฝ่ฝันอยากเป็น คือ “ฟู้ดสไตลิสต์” ผู้เนรมิตเมนูอาหารบนจานธรรมดาๆ ให้กลายเป็นงานศิลป์ได้เพียงไม่กี่อึดใจ แค่ใส่ไอเดียและสไตล์เพิ่มเข้าไป
เช่นเดียวกับ สุทธิพงษ์ สุริยะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ขาบสไตล์ นักออกแบบตกแต่งศิลปะบนจานอาหาร “ฟู้ดสไตลิสต์” ที่ปัจจุบันพ่วงการเป็นที่ปรึกษาด้านธุรกิจอาหารอย่างเต็มรูปแบบ ควบกับการเป็นนักสร้างแบรนด์อาหาร ไปพร้อมกันด้วย
สุทธิพงษ์ กล่าวถึงจุดเริ่มต้นสู่เส้นทาง ฟู้ดสไตลิสต์ ว่าจับอาชีพนี้มานานร่วม 15 ปี ต่อยอดจากประสบการณ์ที่คลุกคลีในด้านอาหารราว 9 ปี โดยเริ่มจากความชอบทำอาหาร และงานออกแบบเป็นส่วนตัวอยู่แล้ว เมื่อนำทั้ง 2 อย่างมาผสมกัน ก็กลายเป็นว่าได้ทำงานที่รัก 2 อย่างไปโดยปริยาย
สำหรับการขยับชั้นขึ้นมาเป็นนักสร้างภาพลักษณ์แบรนด์อาหารนั้น เขาบอกว่ามีทั้งปัจจัย และโอกาสหลายอย่างเข้ามาสนับสนุน โดยเฉพาะโอกาสจากธุรกิจสินค้าโอท็อปของไทย ที่พบว่าสินค้าส่วนใหญ่มักเป็นกลุ่มอาหาร ด้วยเป็นสินค้าที่ผลิตไม่ยากใช้วัตุดิบท้องถิ่นของแต่ละตำบล มาเป็นส่วนประกอบ จากนั้นก็บรรจุถุง หรือใส่ขวดจำหน่าย วางหน้าร้าน
ประเด็นสำคัญ คือ สินค้าโอท็อปของไทย ส่วนใหญ่ยังมีจุดอ่อนด้านการออกแบบบรรจุภัณฑ์ “แพ็กเกจจิง” ที่น่าสนใจในการเรียกลูกค้าให้เข้ามาหยิบซื้อออกไป ทั้งเพื่อรับประทานเอง หรือนำไปเป็นของฝากที่น่าจดจำได้ ซึ่งต่างกับ “ของฝาก” จากญี่ปุ่น ที่มีธุรกิจเอสเอ็มอีกลุ่มอาหารเป็นจำนวนมาก และมีความโดดเด่นด้านแพ็กเกจจิงน่าดึงดูดใจสำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยวมากกว่าที่จะคำนึงถึงรสชาติอาหารหรือขนมเสียอีก
ดังนั้นการออกแบบหรือการสร้างภาพลักษณ์แบรนด์อาหารให้เป็นที่จดจำได้ดีนั้น นอกจากจะเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์แล้ว ยังเป็นการช่วยต่อยอดให้กับธุรกิจเอสเอ็มอี กลุ่มโอท็อป ให้มีโอกาสในการทำตลาดไปได้ไกล ไม่จำกัดเฉพาะการทำตลาดแค่ในประเทศไทยเท่านั้น
ยิ่งสินค้ากลุ่มอาหารจะขายได้ดีหรือไม่นั้นก็ควรจะต้องสวยด้วยตาก่อนเป็นอันดับแรก
โจทย์จึงอยู่ที่บริษัทในการวางแผนออกแบบผลิตภัณฑ์อาหาร ที่จะต้องสอดคล้องกับตัวสินค้าไปจนถึงแหล่งกำเนิด หรือ ส่วนผสมวัตถุดิบที่ใช้ประกอบอาหาร หรือของกิน เป็นต้น ส่วนหนึ่งเพื่อสื่อ และสร้างการจดจำไปยังผู้บริโภคได้รับรู้และเข้าใจสินค้าได้ง่ายขึ้น
พร้อมยกตัวอย่าง ถึง ไอศกรีมรสชาติขนมไทยๆ ภายใต้ชื่อ ‘กินติม’(KINTIM) ที่บริษัท ออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ทั้งหมด ทั้งการเลือกใช้สีกลุ่มโทนสีอ่อน หรือ พาสเทล เพื่อสื่อถึงความหวานเย็นของสินค้าไอศกรีม การเลือกใช้ชื่อ กินติม ที่สื่อถึงความหมายง่ายๆของสินค้า เพื่อสร้างความคุ้นเคยกับลูกค้าให้จดจำและเรียกชื่อติดปากได้ง่ายๆ เช่นกัน
สุทธิพงษ บอกว่าได้ยึดหลักคิด ในการออกแบบคือ ‘ความเรียบง่าย คือ ความงาม’ ซึ่งคล้ายคลึง(โดยบังเอิญ)กับที่ สตีฟ จ็อบส์ ศาสดาแอปเปิล ยึดหลักเดียวกันนี้ในการพัฒนาอุปกรณ์แก็ดเจ็ทตระกูลไอทั้งหลายออกมาวางขายในโลกไอที
พร้อมเสริมต่อไปว่า สำหรับผู้ที่สนใจจะก้าวเข้ามาสู่เส้นทางอาชีพ ฟู้ดสไตลิสต์ นั้น จะต้องมีหลายปัจจัยประกอบกัน ซึ่งโดยส่วนตัวของเขาเองนั้นมาจากความชอบส่วนตัวที่เติบโตมาจากก้นครัว ทำให้รู้จักส่วนประกอบอาหารเมนูต่างๆ เป็นอย่างดี ส่วนผู้ที่กำลังจะก้าวเข้ามายังอาชีพนี้ หรือ เตรียมปูทางสู่ความเป็นสากล หรือ มืออาชีพในอนาคต จะต้องมีองค์ประกอบหลักที่ต้องคำนึงถึงดังนี้
อาหารที่จะทำขึ้นมานั้น ต้องกินได้จริง อร่อย มีคุณค่าทางโภชนาการ และที่สำคัญ สวยงาม ซึ่งจะเป็นใบเบิกทางไปสู่การแข่งขันในตลาดสากลได้ไม่ยาก โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีกลุ่มอาหารที่ เตรียมขยับขยายการทำตลาดไปยังต่างประเทศ
สุดท้าย อาชีพ ฟู้ดสไตลิสต์ ควบการเป็นนักสร้างภาพลักษณ์แบรนด์อาหารนั้น หากมองอีกมุมหนึ่งก็คือ เป็นคนที่คอยแต่งตัวให้กับสินค้า (อาหาร) ให้มีความสวยงาม หรือทำอย่างไรก็ได้ที่จะให้ลูกค้ามาเลือกหยิบและซื้อไปในที่สุด ซึ่งมองว่าเป็นเรื่องท้าทายไม่น้อยที่จะยกระดับมาตรฐานธุรกิจอาหารไทยให้ไปไกลสู่ “ครัวโลก” ในอนาคต







