
ไฮสปีดเทรนคุ้มลงทุนสร้างเมืองใหม่ กระตุ้นศก.
โดย..วงศ์สุภัทร์ คงสวัสดิ์
โดย..วงศ์สุภัทร์ คงสวัสดิ์
แม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักถึงความคุ้มค่าในการลงทุนของโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง 4 เส้น คือ กรุงเทพฯพิษณุโลกเชียงใหม่ กรุงเทพฯพัทยาระยอง กรุงเทพฯหัวหินปาดังเบซาร์ และกรุงเทพฯโคราชหนองคาย ที่ระบุไว้ใน พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล และรอความเห็นจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ถึงความเหมาะสมในการลงทุน แต่ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมว.คมนาคม ยืนยันว่า กระทรวงจะยังคงเดินหน้าโครงการต่อไปตามแผนงานที่เตรียมไว้ โดยคาดว่าจะสามารถเปิดประกวดราคาระบบรถไฟฟ้ารวมระบบอาณัติสัญญาณได้ปลายปีนี้
เหตุผลสำคัญที่ประเทศไทยสมควรทุ่มเม็ดเงินจำนวนมหาศาลกว่า 7.8 แสนล้านบาท ผลักดันโครงการรถไฟความเร็วสูงให้เกิดขึ้นจริงตามเป้าหมายในปี 2562 รมว.คมนาคม กล่าวว่า ไม่ใช่เพียงเพื่อพัฒนาโครงข่ายคมนาคมเพื่อการเชื่อมต่อการขนส่งคนและสินค้าในประเทศและภูมิภาคเท่านั้น แต่ยังมีผลประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจเป็นมูลค่ามหาศาลที่จะเกิดขึ้นต่อเนื่องไปอีกมากมาย
“โครงการรถไฟความเร็วสูง ผลตอบแทนที่ได้จากที่ได้จากการเดินรถ จะครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ ส่วนการก่อสร้างถือเป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ ซึ่งจะได้ผลตอบแทนทางอ้อม ทั้งความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การประหยัดพลังงาน และลดมลภาวะ” ชัชชาติ กล่าว
จากการศึกษารถไฟความเร็วสูงในหลายประเทศ พบว่าเมืองระหว่างทางที่เส้นทางรถไฟความเร็วสูงแล่นผ่านมีความเจริญทางเศรษฐกิจตามมา นับเป็นการกระจายความเจริญไปยังส่วนต่างๆ ของประเทศ ไม่ใช่แค่หัวโตอย่างเดียวเช่นปัจจุบัน ทั้งนี้ การเดินทางและการขนส่งที่เพิ่มขึ้นในจุดต่างๆ จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและกระตุ้นจีดีพีให้สูงขึ้น
ชัชชาติยกตัวอย่างว่า หลังจากเกิดโลว์คอสต์ แอร์ไลน์ เส้นทางกรุงเทพฯเชียงใหม่ ในปี 2546 จำนวนผู้โดยสารภายในประเทศที่ใช้บริการท่าอากาศยานเชียงใหม่เพิ่มขึ้นจาก 2 ล้านคนต่อปี ในปี 2539 เป็นเกือบ 3 ล้านคนต่อปี ในปี 2550 และเพิ่มเป็น 5 ล้านคนต่อปี ในปัจจุบัน และการเพิ่มโลว์คอสต์แอร์ไลน์ และเพิ่มจำนวน ซึ่งเปรียบเทียบกับเส้นทางอื่น จะเห็นว่าเส้นกรุงเทพเชียงใหม่มีปริมาณผู้โดยสารมากที่สุด ละผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของเชียงใหม่ ก็เพิ่มขึ้นไปพร้อมกับการเดินทางของผู้โดยสาร ซึ่งช่วยให้เศรษฐกิจเติบโต ทั้งเก็บภาษีได้มากขึ้นและมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น และและผลการศึกษาจากเงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของอเมริกา พบว่า เงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐานลงทุนไปแสนล้านได้กลับมาหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากถึง 2 แสนล้านจากผลการศึกษากรณีประเทศญี่ปุ่นระยะทางระหว่าง 150-800 รถไฟความเร็วสูงจะได้รับความนิยมสูงกว่า
“ไฮสปรีดเทรน 1 ขบวนเท่ากับเครื่องบินหลายลำ นอกจากพาผู้โดยสารไปยังเมืองต่างๆ และรัฐได้ค่าโดยสาร ยังช่วยกระตุ้นธุรกิจในพื้นที่ ทั้งโรงแรม ร้านค้า และอื่นๆ ซึ่งรัฐจะได้คืนในรูปของภาษีและการจ้างงาน ช่วยพัฒนาเมืองใหม่ตามที่รถไฟความเร็วสูงผ่านด้วย” ชัชชาติ กล่าว







