
เล็งแก้ปตท.ผูกขาดน้ำมัน
‘พงษ์ศักดิ์’มีแผนเพิ่มผู้แข่งขันในตลาดยันราคาขายไทยไม่แพงกว่าเพื่อนบ้าน
‘พงษ์ศักดิ์’มีแผนเพิ่มผู้แข่งขันในตลาดยันราคาขายไทยไม่แพงกว่าเพื่อนบ้าน
“พงษ์ศักดิ์” แจงข่าวน้ำมันไทยแพงกว่าเพื่อนบ้านบิดเบือน เผยเตรียมลดสัดส่วนการค้าของ ปตท. แก้ผูกขาด
นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รมว.พลังงาน กล่าวถึงกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อต่างๆ โดยเฉพาะในเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่อ้างว่าว่า ราคาน้ำมันประเทศไทยแพงกว่าประเทศอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นสิงคโปร์ ฮ่องกง รวมถึงประเทศอื่นๆ ในยุโรปนั้น ไม่เป็นความจริง เพราะราคาของประเทศไทยไม่ได้แพงกว่าแต่อย่างใด เนื่องจากไทยมีการบริหารจัดการของกระทรวงพลังงานที่ทำให้ราคามีเสถียรภาพ ในระบบการค้าพลังงานก็มีผู้แข่งขันหลายราย
ทั้งนี้ ในอนาคตกระทรวงมีแผนจะลดสัดส่วนการค้าในตลาดของบริษัท ปตท.ลง เพื่อลดการผูกขาดเพิ่มการแข่งขันในระบบ ซึ่งมีแผนการลดสัดส่วนอยู่แล้ว แต่ไม่สามารถเปิดเผยได้ เนื่องจากบริษัท ปตท. เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
“เพื่อให้ทุกฝ่ายเห็นว่าทั้งด้านการค้าก๊าซและน้ำมันนั้น เราไม่ได้เป็นระบบโมโนโพลี (ผูกขาด) ต้องเพิ่มผู้แข่งขันมากขึ้น แม้ที่ผ่านมาเปิดแล้วยังไม่มีการเข้ามาก็ต้องไปหาเพิ่มเข้ามา” นายพงษ์ศักดิ์ กล่าว
สำหรับประเด็นที่อ้างว่าประเทศไทยเป็นประเทศร่ำรวยน้ำมันนั้น นายพงษ์ศักดิ์ กล่าวว่า เป็นการให้ข้อมูลที่บิดเบือน เพราะที่จริงแล้วประเทศไทยมีกำลังการผลิตวันละ 4.45 แสนบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นปริมาณน้ำมันสำรองอยู่ได้อีก 8 ปีเท่านั้น ในขณะที่ประเทศที่มีน้ำมันสำรองอันดับ 115 นั้น มีสำรองถึง 75250 ปี
ในกรณีที่อ้างว่าประเทศไทยผลิตน้ำมันได้มากแต่นำไปส่งออก และมีการนำเข้ามาแทนจึงทำให้ราคาน้ำมันในประเทศแพงนั้น ข้อเท็จจริง คือ ในปริมาณน้ำมันที่ใช้ทั้งหมดประเทศไทยผลิตน้ำมันดิบผลิตเองอยู่ที่ 15% ต้องนำเข้า 85% ส่วนที่ส่งออก 4 หมื่นบาร์เรลต่อวันนั้น ส่วนใหญ่เป็นน้ำมันที่คุณภาพไม่เหมาะกับโรงกลั่นในประเทศ
นายพงษ์ศักดิ์ กล่าวถึงกรณีวิกฤตไฟฟ้าว่า หลังจากทุกฝ่ายทั้งรัฐและเอกชนรวมกันประหยัดไฟฟ้าในช่วงที่วิกฤตไฟฟ้าที่กังวลว่าจะมีปัญหาไฟฟ้าดับในช่วงวันที่ 5 และ 910 เม.ย.นั้น ขณะนี้สถานการณ์ไฟฟ้าที่กลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว โดยในวันที่ 10 เม.ย. ปริมาณการใช้ไฟฟ้าสูงสุดอยู่ที่ 24,688 เมกะวัตต์ จากที่คาดไว้ที่ 25,950 เมกะวัตต์
อย่างไรก็ตาม ความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตามการขยายตัวของเศรษฐกิจ เฉลี่ยที่ประมาณ 5% ต่อปี ในขณะที่ประเทศไทยยังพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเพื่อผลิตไฟฟ้าระดับสูงถึง 70% เทียบกับประเทศอื่นๆ ที่มีสัดส่วนอยู่ 4050% ไทยจึงมีความเสี่ยงที่จะเผชิญกับราคาไฟฟ้าที่สูงขึ้น ซึ่งกระทบกับความสามารถในการแข่งขัน โดย 2 ปีที่ผ่านมาอัตราค่าไฟฟ้าผันแปรปรับขึ้นรวมแล้ว 2 บาทต่อหน่วย
ขณะที่โครงสร้างการผลิตไฟฟ้าที่เป็นอยู่ ทำให้ยากที่จะคงราคาไฟฟ้าไว้ที่ 3.75 บาทต่อหน่วย เพราะจากประมาณการการใช้ไฟที่เพิ่มปีละ 5% ทำให้คาดว่าในปี 2573 ประเทศไทยจะใช้ไฟประมาณปีละ 6 หมื่นเมกะวัตต์จากปัจจุบันที่ผลิตได้อยู่ประมาณ 3 หมื่นเมกะวัตต์







