
"กรุงศรีฯ" ผูกมิตรทั่วทิศสู้ศึกเออีซี
โดย...ดำรงเกียรติ มาลา
โดย...ดำรงเกียรติ มาลา
หลังจากปล่อยให้ 4 ธนาคารขนาดใหญ่ของไทยขยายเครือข่ายรับโอกาสทางธุรกิจจากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) กันมาได้พักใหญ่ ในที่สุดก็ถึงคราวของธนาคารขนาดกลางกึ่งใหญ่ที่มีสินทรัพย์สูงเป็นอันดับ 5 อย่างธนาคารกรุงศรีอยุธยา ที่ไม่ยอมตกขบวนพร้อมประกาศกร้าวว่าจะได้เห็นแบงก์สีเหลืองแห่งนี้ตบเท้าออกนอกประเทศภายในปีนี้อย่างแน่นอน
เจนิส แวน เอ็กเคอเรน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยว่า ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ธนาคารจะมีการยกระดับสาขาในประเทศลาว ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 2 แห่ง ในเวียงจันทน์และสะหวันนะเขต ขึ้นเป็นบริษัทลูกที่ธนาคารถือหุ้นเต็ม 100% เพื่อร่วมทุนในลักษณะ Joint Venture กับพันธมิตร ซึ่งเป็นสถาบันการเงินท้องถิ่นของลาว โดยมีบริษัทลูกของธนาคารเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในการทำธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์
“เออีซีที่กำลังจะมาถึงลาวถือเป็นโอกาสใหญ่ที่สุดของกรุงศรี เนื่องจากมีสาขาอยู่แล้ว ที่สำคัญแบรนด์กรุงศรีฯ ยังเป็นที่รู้จักของคนลาว โดยเฉพาะศรีสวัสดิ์ ซึ่งเราจะใช้จุดแข็งด้านแบรนด์และความเชี่ยวชาญเข้าไปผสมผสานกับพันธมิตรลาวซึ่งมีองค์ความรู้ท้องถิ่นเพื่อบุกธุรกิจ” เจนิส กล่าว
อย่างไรก็ดี ขณะนี้ธนาคารยังไม่สามารถระบุได้ว่าจะใช้เม็ดเงินลงทุนในโปรเจกต์นี้เท่าไหร่ เพราะยังอยู่ในขั้นตอนเจรจารายละเอียดกับพันธมิตร แต่คาดว่าจะเริ่มต้นจากทุนจำนวนไม่มากก่อนเพื่อทดลองตลาด แล้วจึงหาโอกาสขยายในอนาคต
เจนิส กล่าวอีกว่า นอกจากประเทศลาวแล้ว ขณะนี้ธนาคารยังอยู่ระหว่างยื่นเรื่องขอเปิดสำนักงานตัวแทนไปยังธนาคารกลางของเมียนมาร์ ซึ่งคาดว่าน่าจะแล้วเสร็จภายใน 23 เดือนข้างหน้า โดยยอมรับว่าธนาคารมีความสนใจจะเข้าไปร่วมทุนกับธนาคารท้องถิ่นในเมียนมาร์เพื่อทำธุรกิจสินเชื่อรายย่อยเช่นกัน เพราะขณะนี้ธนาคารกลางเมียนมาร์มีการเปิดช่องให้ธนาคารต่างชาติเข้าไปร่วมทุนได้ จากนั้นในปีหน้าธนาคารจะใช้โมเดลเดียวกันนี้เข้าไปร่วมทุนกับธนาคารท้องถิ่นเพื่อทำธุรกิจในกัมพูชา ซึ่งขณะนี้ธนาคารได้เริ่มขั้นตอนการคัดเลือกพันธมิตรแล้ว
“เบื้องต้นเราจะเข้าไปใน 3 ประเทศนี้ก่อน เพราะมองว่าเป็นตลาดที่มีศักยภาพ แม้ว่ารายได้ต่อหัวของประชากรใน 3 ประเทศนี้จะไม่สูงมาก แต่จากประสบการณ์ธุรกิจรายย่อยที่มีมาในเมืองไทย เชื่อว่าเราจะประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก” เจนิส กล่าว
เจนิส ระบุว่า แผนการขยายเครือข่ายของธนาคารออกไปยังภูมิภาคนี้นอกจากเป็นการขยายฐานลูกค้าและตลาดให้กว้างขึ้นแล้ว ส่วนหนึ่งถือเป็นการเตรียมพร้อมรองรับธุรกิจไทยที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนถ่าย หลายธุรกิจต้องย้ายฐานการผลิตออกไปยังประเทศที่มีต้นทุนค่าแรงต่ำกว่า ซึ่งเชื่อว่าจากทิศทางการแข็งค่าของเงินบาทในปีนี้ จะทำให้มีธุรกิจไทยใช้โอกาสนี้ออกสู่ต่างประเทศเพิ่มขึ้น
“หากแผนการทั้งหมดเป็นไปตามเป้า เชื่อว่าสัดส่วนการปล่อยสินเชื่อในต่างประเทศของธนาคารกรุงศรีอยุธยาซึ่งปัจจุบันมีเพียง 1% ของสินเชื่อรวม จะเพิ่มขึ้นเป็น 5% ได้ภายใน 35 ปี” เจนิส กล่าว
ไม่เฉพาะแต่การแผ่เครือข่ายธุรกิจเพื่อเพิ่มโอกาสการเติบโตเท่านั้น เพราะธนาคารกรุงศรีอยุธยา ยืนยันว่าสำหรับธุรกิจในประเทศไทย ธนาคารก็ยังไม่อิ่มตัวและมองหาโอกาสเข้าซื้อกิจการเพิ่มเติมอยู่ตลอดเวลา
ห้วงเวลานับจากนี้จึงเป็นที่น่าติดตามยิ่งว่า ซีอีโอหญิงสาวรายนี้จะพากรุงศรีฯ ไปได้ถึงฝั่งฝันได้ไกลเพียงใด







