
ปัญหาความมั่นคงพลังงาน
การกำหนดปิดซ่อมฐานและระบบบำรุงรักษาท่อส่งก๊าซธรรมชาติสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ จนเป็นเหตุให้ต้องหยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติให้กับประเทศไทยระหว่างวันที่ 514 เม.ย. 2556 ประเทศไทยย่อมได้รับผลกระทบโดยตรง เนื่องจากประเทศไทยต้องพึ่งพาก๊าซธรรมชาติของสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ เพื่อนำมาใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าใช้ในประเทศ
การกำหนดปิดซ่อมฐานและระบบบำรุงรักษาท่อส่งก๊าซธรรมชาติสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ จนเป็นเหตุให้ต้องหยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติให้กับประเทศไทยระหว่างวันที่ 514 เม.ย. 2556 ประเทศไทยย่อมได้รับผลกระทบโดยตรง เนื่องจากประเทศไทยต้องพึ่งพาก๊าซธรรมชาติของสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ เพื่อนำมาใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าใช้ในประเทศ
การปิดซ่อมดังกล่าว จะส่งผลต่อแรงดันไฟฟ้าในพื้นที่บางเขตในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลรวมถึงนิคมอุตสาหกรรม บางชัน ลาดกระบัง อัญธานี ซึ่งอาจทำให้เกิดไฟตกหรือดับในบริเวณที่ได้รับผลกระทบ
รัฐบาลไทยได้แก้ไขปัญหาเรื่องนี้ โดยการสั่งซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มเติม มีการรณรงค์ให้ประชาชนประหยัดไฟ ทำให้ในวันที่ 5 เม.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งแต่เดิมเป็นวันที่น่าเป็นห่วงเรื่องไฟฟ้าตกหรือดับ จึงไม่เกิดปัญหาที่กังวลขึ้น
แท้จริงแล้ว การรณรงค์ให้ประหยัดไฟควรจะกระทำอย่างต่อเนื่อง นอกจากจะเป็นการประหยัดไฟเพื่อให้มีไฟฟ้าใช้ในอนาคต ยังเป็นการลดภาวะโลกร้อนอีกด้วย จึงควรรณรงค์ดำเนินมาตรการประหยัดเช่นนี้ ในทุกภาคส่วนและอย่างต่อเนื่องจริงจัง
ระบบการผลิตไฟฟ้าที่ต้องอาศัยก๊าซธรรมชาติ หรือการพึ่งพิงพลังงานชนิดหนึ่งชนิดใดมากเกินไป โดยเฉพาะแหล่งพลังงานจากประเทศเพื่อนบ้าน ย่อมก่อให้เกิดความเสี่ยงในการจัดหาพลังงานของประเทศ เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในกรณีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ปิดซ่อมฐานและระบบบำรุงรักษาท่อส่งก๊าซ
หรือหากมีกรณีที่เกิดปัญหา ความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศ ทำให้การส่งต้องหยุดชะงักลง หรือปริมาณแหล่งพลังงานเหลือน้อยไม่เพียงพอกับความต้องการ ราคาเปลี่ยนแปลง ซึ่งอาจทำให้การจัดหาพลังงานจากแหล่งอื่นหรือชนิดอื่นมาทดแทนไม่สามารถสนองตอบได้ทันกับความต้องการ อันจะทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน ระบบการผลิตของภาคอุตสาหกรรมเกิดปัญหา ส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม
ไฟฟ้าถือว่ามีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตประจำวัน ทั้งเป็นตัวแปรที่สำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจทั้งภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม ตลอดจนการคมนาคมของประเทศ ประเทศไทยมีแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่สามารถนำมาผลิตไฟฟ้า เช่น จากพลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ แต่กระนั้นก็ตาม แม้ประเทศไทยอนุญาตให้ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนเข้ามาผลิตไฟฟ้าได้ เพื่อลดภาระการลงทุนของภาครัฐและเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้า โดยให้ใบอนุญาตแก่ผู้ที่มีคุณสมบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด แต่ปัญหาการขาดแคลนไฟฟ้าของประเทศไทยก็ยังคงมีอยู่ แม้จะยังไม่ถึงขั้นวิกฤตก็ตาม
รัฐบาลควรมีมาตรการขั้นเด็ดขาดแก่ภาคเอกชนที่ได้รับใบอนุญาตให้ผลิตไฟฟ้า โดยเฉพาะจากพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์แต่ไม่ทำการผลิต ซึ่งอาจจะเป็นเพราะต้องการเก็งกำไรเพื่อขายต่อใบอนุญาตในราคาที่สูงขึ้น เช่น การพักใบอนุญาตหรือเพิกถอนใบอนุญาต และส่งเสริมให้เอกชนรายใหม่ๆ เข้ามาดำเนินการ เพื่อที่จะได้มีไฟฟ้าใช้อย่างพอเพียง ไม่ต้องพึ่งพาต่างประเทศ ซึ่งไม่ต่างอะไรไปจากการยืมจมูกคนอื่นหายใจ
นอกจากนี้ ควรสนับสนุนและเร่งพัฒนาแหล่งผลิตไฟฟ้าให้เท่าทันกับความต้องการของประเทศ เช่น อาจเป็นการสร้างโรงไฟฟ้าเพื่อผลิตไฟฟ้าโดยใช้ขยะเป็นเชื้อเพลิง แทนความคิดที่จะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ซึ่งยังต้องศึกษาข้อดีข้อเสียให้รอบคอบเสียก่อน ทั้งนี้ เพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงาน (ไฟฟ้า) ซึ่งถือว่ามีความสำคัญกับประเทศเป็นอย่างมาก เพราะปัญหาเรื่องความมั่นคงทางด้านพลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งแหล่งผลิตไฟฟ้าเป็นเรื่องที่รัฐบาลควรให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง
การที่รัฐให้เอกชนผลิตไฟฟ้าและขายให้รัฐย่อมเกิดประโยชน์หลายประการ เช่น ทำให้มีการแข่งขันซึ่งจะทำให้ประชาชนได้ใช้ไฟฟ้าในราคาที่ถูกลงและมีไฟฟ้าใช้อย่างเพียงพอ ประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าจะได้รับไฟฟ้าที่มีคุณภาพและบริการที่ดี และเป็นการสนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนากิจการด้านพลังงานของประเทศ ทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้มีการจ้างแรงงานในท้องถิ่น







