
ส่งออกผักไทยคลายวิกฤตยุโรปปลดตรวจสารตกค้าง
การส่งออกผักและผลไม้สดไปยังสหภาพยุโรป (อียู) ถือเป็นรายได้ที่สำคัญของประเทศ แต่ที่ผ่านมา สินค้าไทยมักประสบปัญหาถูกประเทศคู่ค้าแจ้งเตือนเกี่ยวกับการตรวจพบสารเคมีตกค้างในสินค้าเกินค่ามาตรฐาน และการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์ด้วย
การส่งออกผักและผลไม้สดไปยังสหภาพยุโรป (อียู) ถือเป็นรายได้ที่สำคัญของประเทศ แต่ที่ผ่านมา สินค้าไทยมักประสบปัญหาถูกประเทศคู่ค้าแจ้งเตือนเกี่ยวกับการตรวจพบสารเคมีตกค้างในสินค้าเกินค่ามาตรฐาน และการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์ด้วย
แน่นอนว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นก็เป็นเพราะการละเลยของผู้ประกอบการ เกษตรกรในประเทศ ตลอดจนฝ่ายตรวจสอบจากหน่วยงานภาครัฐด้วย
กระนั้น ภายหลังได้รับการแจ้งเตือน กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แก้ปัญหาด้วยการนำมาตรการควบคุมพิเศษระบบบัญชีรายชื่อ (Establishment list) มาใช้ควบคุมระบบการผลิตสินค้าผักสดเพื่อส่งออกไปยังกลุ่มสหภาพยุโรป ทำให้ปัญหาการตรวจพบสารพิษตกค้างและเชื้อจุลินทรีย์ลดลง จนเป็นที่พอใจและทำให้สหภาพยุโรปกลับมาให้ความเชื่อมั่นสินค้าผักสดไทยอีกครั้ง
ส่งผลให้เมื่อต้นปี 2556 ที่ผ่านมา สหภาพยุโรปยอมปรับลดระดับสุ่มตรวจสารพิษตกค้างในผักกลุ่มกะหล่ำ มะเขือ และถั่วฝักยาว ที่นำเข้าจากไทย จากเดิมที่เคยสุ่มตรวจที่ระดับ 50% ลดลงเหลือ 20%
ดำรงค์ จิระสุทัศน์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า สหภาพยุโรปได้ทบทวนมาตรการควบคุมสินค้านำเข้าครั้งที่ 11 โดยพิจารณาจากสถิติการตรวจพบปริมาณสารพิษตกค้างและการปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์ในผักสดไทยที่ส่งออกไปยังสหภาพยุโรป ซึ่งผักสดไทย 3 ชนิด ได้แก่ กะเพรา โหระพา และผักชีไทย มีแนวโน้มการตรวจพบสารพิษตกค้างลดลง จึงพิจารณาปรับลดระดับการกักสุ่มตรวจสารตกค้างในผักทั้ง 3 ชนิดดังกล่าวของไทยจากเดิม 20% เหลือ 10% เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. เป็นต้นไป
ปัจจุบันมีสินค้าผักสดไทยที่ถูกสุ่มตรวจเข้มงวดตามข้อกำหนดการนำเข้าของสหภาพยุโรปจำนวน 8 รายการ โดยสหภาพยุโรปได้กำหนดมาตรการสุ่มตรวจเชื้อจุลินทรีย์ซัลโมเนลลาที่ระดับ 10% ในพืชกลุ่มผักชี กะเพรา โหระพา และสะระแหน่ สุ่มตรวจสารฆ่าแมลงที่ระดับ 10% ในพริก และสุ่มตรวจสารฆ่าแมลงในผักกลุ่มกะหล่ำ มะเขือ และถั่วฝักยาวที่ระดับ 20%
จากการที่สหภาพยุโรปปรับลดระดับการสุ่มตรวจสารตกค้างในพืชผักไทยลดลง แสดงให้เห็นว่าการแก้ปัญหาของไทยมีประสิทธิภาพ และสามารถสร้างความเชื่อมั่นกลับมาได้ จึงขอให้เกษตรกรและผู้ประกอบการผลิตและส่งออกพืชผักไปสหภาพยุโรป ระมัดระวังการผลิตสินค้าพืชผักตั้งแต่ระดับแปลงจนถึงการคัดบรรจุให้เป็นไปตามมาตรฐานของประเทศผู้นำเข้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อสหภาพยุโรปจะได้พิจารณาปรับลดระดับการสุ่มตรวจลงเหลือ 5% ซึ่งเป็นระดับปกติของการสุ่มตรวจ จะทำให้ไทยสามารถส่งออกสินค้าผักสดได้คล่องตัวมากขึ้น
“แม้ในขณะนี้จะมีการยอมลดระดับการสุ่มตรวจในผักสดไทยแล้วก็ตาม แต่ขอให้ผู้ผลิตและส่งออกมะม่วง ฝรั่ง และชมพู่ ไปยังสหภาพยุโรปเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบสินค้าเป็นพิเศษด้วย เนื่องจากสหภาพยุโรปมีข้อกังวลเกี่ยวกับหนอนแมลงวันผลไม้ ซึ่งเป็นศัตรูพืชกักกันของสหภาพยุโรปติดไปกับสินค้า ดังนั้นจึงต้องเร่งป้องกันไม่ให้เกิดปัญหา เนื่องจากจะตรวจพบหนอนแมลงวันผลไม้ถี่ขึ้นอีก ผลไม้ไทยอาจถูกตรวจสอบเข้มงวดขึ้นอีก และอาจส่งผลกระทบต่อการลดระดับการสุ่มตรวจให้อยู่ในระดับปกติได้” ดำรงค์ กล่าว
หลังจากนี้ก็หวังว่า การสุ่มตรวจสินค้าจากไทยจะกลับคืนสู่ภาวะปกติในเร็ววัน เพราะหลายครั้งแล้วที่การส่งออกทำท่าจะไปได้ดี แต่ก็มีเหตุให้สะดุดกลางทางอยู่บ่อยครั้งจากการละเลยของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในไทยเอง
ปีนี้ เส้นทางการส่งออกของไทยค่อนข้างสาหัสสากรรจ์อยู่แล้วจากพิษเงินบาทแข็งค่า ทำให้ราคาสินค้าไทยพุ่งพรวดแพงกว่าชาติไหนๆ สวนทางกับภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความผันผวนกำลังซื้อก็ไม่สดใสเหมือนเคย ถ้าสินค้าไทยยังต้องมาประสบกับการถูกตรวจสอบก่อนนำเข้าแบบเข้มข้นก็จะยิ่งเป็นภาระให้สินค้าไทยมีต้นทุนที่แพงขึ้น ยิ่งทำให้แข็งขันลำบาก จึงควรใช้โอกาสนี้รักษามาตรฐานสากลไว้ให้ได้ เพื่อเรียกความเชื่อมั่นกลับมาอย่างถาวรต่อไป







