
ภาวะตลาดตราสารหนี้ เดือน มี.ค. 2556
ในเดือน มี.ค. 2556 มีปริมาณการซื้อขายตราสารหนี้ในตลาดรอง รวมทั้งสิ้น 2.12 ล้านล้านบาท เฉลี่ยต่อวันเท่ากับ 100,793 ล้านบาท หรือลดลงประมาณ 1.46% จากเดือน ม.ค.ที่มียอดซื้อขายเฉลี่ยวันละ 102,286 ล้านบาท ทั้งนี้มูลค่าการซื้อขายกว่า 12% มาจากการฝากประมูล โดยพบว่ากว่า 64% ของมูลค่าการซื้อขายที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน (61,609 ล้านบาท) เป็นการซื้อขายในตราสารระยะสั้นที่มีอายุน้อยกว่า 1 ปี ในขณะที่อีกประมาณ 36% (34,463 ล้านบาท) เป็นการซื้อขายในตราสารที่มีอายุคงเหลือมากกว่า 1 ปี
ในเดือน มี.ค. 2556 มีปริมาณการซื้อขายตราสารหนี้ในตลาดรอง รวมทั้งสิ้น 2.12 ล้านล้านบาท เฉลี่ยต่อวันเท่ากับ 100,793 ล้านบาท หรือลดลงประมาณ 1.46% จากเดือน ม.ค.ที่มียอดซื้อขายเฉลี่ยวันละ 102,286 ล้านบาท ทั้งนี้มูลค่าการซื้อขายกว่า 12% มาจากการฝากประมูล โดยพบว่ากว่า 64% ของมูลค่าการซื้อขายที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน (61,609 ล้านบาท) เป็นการซื้อขายในตราสารระยะสั้นที่มีอายุน้อยกว่า 1 ปี ในขณะที่อีกประมาณ 36% (34,463 ล้านบาท) เป็นการซื้อขายในตราสารที่มีอายุคงเหลือมากกว่า 1 ปี
ทางด้านกลุ่มบริษัทจัดการกองทุนยังคงมีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด คิดเป็น 54% ในขณะที่นักลงทุนต่างชาติ มีมูลค่าการซื้อขายรวม 270,685 ล้านบาท หรือคิดเป็นยอดซื้อสุทธิประมาณ 93,642 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็น 20% อย่างไรก็ตามหากพิจารณาเฉพาะตราสารหนี้ที่มีอายุตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มของนักลงทุนต่างชาติ โดยมีสัดส่วนประมาณ 45% รองลงมาคือกลุ่มบริษัทจัดการกองทุน หรือประมาณ 31%
อัตราผลตอบแทนตลาดเมื่อวัดจากดัชนีพันธบัตรรัฐบาล พบว่าเพิ่มขึ้น 0.92% นับจากต้นปี มาอยู่ที่ระดับ 221.25 จุด ส่วนดัชนีหุ้นกู้เอกชน เพิ่มขึ้น 1.27% นับจากต้นปี มาอยู่ที่ระดับ 186.73 จุด
สำหรับภาพรวมของเส้นอัตราผลตอบแทน (Yield Curve) ในเดือน มี.ค. พบว่า Yield ของพันธบัตรปรับตัวลดลงตลอดทั้งเส้นในช่วงประมาณ 58 basis point โดยมีสาเหตุมาจาก 2 ปัจจัยหลักด้วยกัน คือ (1) มาตรการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของสหรัฐ (มาตรการ QE) ทำให้กระแสเงินลงทุนไหลเข้าสู่ภูมิภาคเอเชีย รวมถึงประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เงินบาทแข็งค่า ซึ่งบางส่วนเข้าซื้อในพันธบัตรระยะสั้น รวมถึงพันธบัตรระยะกลางถึงยาวโดยเฉพาะในพันธบัตรที่เป็นรุ่นอ้างอิง (Benchmark Bond) ทำให้เส้น Yield Curve ปรับตัวลดลง (ราคาตราสารหนี้ปรับตัวเพิ่มขึ้น) และปัจจัยถัดมาคือ (2) การปรับตัวลดลงตาม Yield Curve พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่ขยับตัวลงตลอดทั้งเส้นในช่วงเดือน มี.ค.เช่นเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม ยังมีสาเหตุที่ดึงดูดให้เม็ดเงินลงทุนไหลเข้าสู่ตลาดตราสารหนี้ในช่วงเดือน มี.ค. ได้แก่ (1) การปรับขึ้นอันดับความน่าเชื่อถือของพันธบัตรระยะยาวสกุลเงินต่างประเทศ ที่ออกโดยรัฐบาลไทย จาก BBB เป็น BBB+ และพันธบัตรระยะสั้นสกุลเงินต่างประเทศ จาก F3 เป็น F2 ขณะที่ในช่วงปลายเดือน มี.ค. เกิดปัญหาขึ้นกับไซปรัส และมีผลกระทบต่อเนื่องถึงความเชื่อมั่นในเสถียรภาพของกลุ่มสหภาพยุโรป จนส่งผลต่อ Global Sentiment ทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่ลดการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงลง แล้วโยกย้ายเงินเข้าสู่สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำเช่นตลาดตราสารหนี้มากขึ้น ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้มีผลทำให้เม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติยังคงไหลเข้าสู่ประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง







