
รายย่อยแหยงหุ้นดิ่ง
สัดส่วนซื้อขายเหลือ 60% กลับสู่ปกติเล็งปรับเป้ามูลค่าซื้อขายมาร์เก็ตแคป
สัดส่วนซื้อขายเหลือ 60% กลับสู่ปกติเล็งปรับเป้ามูลค่าซื้อขายมาร์เก็ตแคป
“จรัมพร” เผยรายย่อยซื้อขายหดเหลือ 60% กลับเข้าสู่ภาวะปกติ ตลาดเล็งปรับเป้าวอลุมมาร์เก็ตแคป
นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ผลจากดัชนีหุ้นที่ปรับตัวลดลงทำให้สัดส่วนราคาเทียบกับกำไรสุทธิต่อหุ้น (พี/อี) ของตลาดหุ้นไทยขณะนี้อยู่ที่ 13.7 เท่า ถือว่าต่ำกว่าภูมิภาค และเป็นระดับที่มีความน่าสนใจ และยังพบว่า สัดส่วนการซื้อขายของผู้ลงทุนรายบุคคลลดลงมาอยู่ที่ระดับประมาณ 60% ถือว่ากลับเข้าสู่ในระดับปกติ จากที่เคยปรับตัวเพิ่มขึ้นไปสูงถึงกว่า 70%
ทั้งนี้ ดัชนีหุ้นที่ปรับตัวลดลงนั้นมองว่าไม่น่าจะเป็นประเด็นที่ต้องเป็นห่วง เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานของไทยมีความแข็งแกร่ง อยากเตือนนักลงทุนว่าไม่ควรตระหนก และมูลค่าการซื้อขายระยะนี้ลดลงจากช่วงก่อนหน้านี้ น่าจะเป็นเพราะใกล้ช่วงวันหยุดยาวในช่วงสงกรานต์ หลังจากหมดเทศกาลนี้คาดว่า นักลงทุนจะกลับมาลงทุนตามปกติ
อย่างไรก็ตาม ตลาดหลักทรัพย์คงจะมีการทบทวนเป้าหมายต่างๆ หลังจากตัวเลขหลายตัวปรับเพิ่มขึ้นในช่วงต้นปีนี้ ไม่ว่าจะเป็นมูลค่าการซื้อขาย (วอลุม) และเป้าหมายการเพิ่มมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม (มาร์เก็ตแคป) ทั้งจากหุ้นเข้าใหม่ (ไอพีโอ) และหุ้นเพิ่มทุน (พีโอ) โดยเฉพาะภายหลังการเสนอขายของกองทุนโครงสร้างพื้นฐานระบบขนส่งมวลชนทางราง บีทีเอสโกรท (BTSGIF) มูลค่าถึง 6.2 หมื่นล้านบาท ประสบความสำเร็จในการระดมทุนเสนอขายครั้งแรกอย่างมาก
นายจรัมพร กล่าวว่า มูลค่าการซื้อขายในช่วงไตรมาสแรกของตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ 6.2 หมื่นล้านบาทต่อวัน ทำสถิติสูงสุดในภูมิภาคนี้ยกเว้นฮ่องกง โดยสูงกว่าอันดับ 2 คือ ตลาดหุ้นสิงคโปร์ถึง 25% และจำนวนหุ้นที่นักลงทุนต่างชาติสามารถลงทุนได้มีจำนวน 33 หุ้น สูงกว่าสิงคโปร์มีจำนวน 25 หุ้น และตัวเลขเหล่านี้จะยิ่งทำให้ตลาดหุ้นไทยเป็นที่สนใจของนักลงทุนต่างชาติมากขึ้น
น.ส.ปวีณา ศรีโพธิ์ทอง ผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้ากลุ่มงานผู้ออกหลักทรัพย์และบริษัทจดทะเบียน ตลาดหลักทรัพย์ กล่าวว่า มูลค่าไอพีโอของ BTSGIF เกิน 50% ของเป้าหมายมูลค่าไอพีโอของตลาดหลักทรัพย์ปีนี้ที่ตั้งไว้ 1.2 แสนล้านบาท
“BTSGIF ขายครั้งแรกจำนวน 6.2 หมื่นล้านบาท น่าจะเรียกได้ว่าสูงที่สุดเท่าที่ตลาดหลักทรัพย์ได้มีการจัดเก็บข้อมูลกว่า 10 ปีที่ผ่านมา โดยสูงกว่ามูลค่าไอพีโอของบริษัท ปตท.(PTT) ในปี 2544 มูลค่า 2.6 หมื่นล้านบาท และบริษัท ไทยออยล์ (TOP) มูลค่า 3.2 หมื่นล้านบาท” น.ส.ปวีณา กล่าว







