posttoday
บาทแข็งทะลุ 29 จับตา "แครี เทรด"

บาทแข็งทะลุ 29 จับตา "แครี เทรด"

09 เมษายน 2556

นายแบงก์ส่งสัญญาณจับตาเยน "แครี เทรด" แนะผู้ประกอบการป้องกันความเสี่ยง

นายแบงก์ส่งสัญญาณจับตาเยน "แครี เทรด" แนะผู้ประกอบการป้องกันความเสี่ยง

นายธิติ ตันติกุลานันท์ ผู้บริหารสายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย ประเมินว่า ค่าเงินบาทที่แข็งค่าจนหลุดแนวรับสำคัญที่ 29 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในวันที่ 9 เม.ย. เป็นการหลุดในระยะชั่วคราว จากการขายเงินดอลลาร์ของต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในกองทุนบีทีเอส อินฟราสตรัคเจอร์ ฟันด์(BTSGIS) จำนวน 2.4 หมื่นล้านบาท โดยเชื่อว่าในระยะสั้นเงินบาทจะกลับมาเคลื่อนไหวในกรอบเหนือ 29 บาทต่อเหรียญสหรัฐอีกครั้ง

“ถ้ากระแสเงินก้อนใหญ่ก้อนนี้หมดไป ระยะสั้นเงินบาทน่าจะเด้งกลับมาที่ 29 บาทอีกครั้ง แต่ต้องติดตามเม็ดเงินที่จะเข้ามาในตลาดพันธบัตรและค่าเงินเยนในระยะต่อไปด้วย” นายธิติ กล่าว

นายธิติ กล่าวว่า ปัจจัยที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษในช่วงนี้ คือ การเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน หากยังมีแนวโน้มอ่อนค่าลงไปถึงระดับ 120 เยนต่อเหรียญสหรัฐจะทำให้มี "แครี เทรด" เกิดขึ้น ซึ่งหากถึงขั้นดังกล่าว เชื่อว่า ธปท.อาจมีการออกมาตรการดูแลตลาดตราสารหนี้ระยะสั้น ช่วงนี้จึงอยากแนะนำให้ผู้ส่งออกให้ความสำคัญกับการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน  

“ตอนนี้เยนอยู่ที่ระดับประมาณ 100 เยนต่อเหรียญสหรัฐ เรื่องแครีเทรดจึงยังไม่น่าห่วง แต่ถ้าไปถึง 120 เยนต่อเหรียญสหรัฐ อาจต้องเข้าไปดูแล” นายธิติ กล่าว

ด้านนักค้าเงินจากธนาคารพาณิชย์ กล่าวว่า ค่าเงินบาทในวันที่ 9 เม.ย. เปิดตลาดที่ระดับ 29.23 บาทต่อเหรียญสหรัฐและแข็งค่าจนหลุดกรอบ 29 บาท จากการที่นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ โยกเงินเข้าลงทุนในกองทุนบีทีเอส โดยลงไปแตะระดับต่ำสุดที่ 28.94-28.96 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ก่อนจะกลับมาอ่อนค่าและปิดตลาดที่ 29.02 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โดยคาดว่าค่าเงินบาทในช่วงสัปดาห์นี้จะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 29 บาทต่อเหรียญสหรัฐ บวกลบราว 0.10-0.15 สตางค์

นางลักษมณ อรรถาพิช เศรษฐกรอาวุโส สำนักงานผู้แทนประเทศไทย ธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่เห็นสัญญาณการเกิดฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ เพราะดัชนีราคาที่อยู่อาศัยยังไม่สูงมากนัก ขณะที่การเพิ่มขึ้นของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ในช่วงที่ผ่านมา เริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ฉะนั้นจึงมองว่าเงินที่ไหลเข้ามาในขณะนี้ ยังไม่ทำให้เกิดปัญหาดังกล่าวขึ้น แต่อาจจะมีผลต่อค่าเงินบาทให้แข็งค่าขึ้น ซึ่งในอนาคตจะส่งผลต่อการแข่งขันของผู้ส่งออกได้

อย่างไรก็ตาม ทางเอดีบีจะติดตามสถานการณ์อย่างใกลชิด เพื่อประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง แต่ขณะนี้มองว่ายังไม่มีความจำเป็นต้องออกมาตรการมาดูแลการไหลเข้าของเงินลงทุนแต่อย่างใด

นอกจากนี้ ทางเอดีบียังระบุถึงการออกมาตรการคิวอีของญี่ปุ่นว่า จะส่งผลกระทบน้อยกับประเทศไทยเมื่อเทียบกับการออกคิวอีของสหรัฐฯ เพราะมาตรการที่ออกมาได้ผลตามคาดจะมีผลให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นดีขึ้นเท่านั้น ซึ่งในส่วนของไทยอาจจะมีเงินทุนไหลเข้ามาไทยมากขึ้น

นางลักษมณ กล่าวอีกว่า  เศรษฐกิจไทยในปีนี้จะขยายตัวได้ 4.9% และ 5% ในปี 2557 ลดลงจากปี 2555 ที่ขยายตัว 6.4% ซึ่งเป็นผลมาจากการลงทุนภาครัฐที่จะขยายตัว 12.5% ซึ่งมาจากการที่รัฐบาลจะมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท ที่จะมีการก่อสร้างถนน ระบบราง ท่าเรือ และท่าอากาศยานในอีก 7 ปีข้างหน้า โดยการลงทุนจะเริ่มในปี 2557 และการลงทุนด้านการบริหารจัดการน้ำที่จะเริ่มลงทุนได้ภายในกลางปีนี้

ทั้งนี้ หากรวมการขาดดุลทั้งในและนอกงบประมาณแล้วในปีนี้ คาดว่ารัฐบาลจะขาดดุลทางการคลัง 4.8% ของจีดีพี โดยเชื่อว่า โครงการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐบาลครั้งนี้ จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนได้เป็นอย่างดี โดยเชื่อว่าเศรษฐกิจในช่วง 1-2 ปีนี้จะเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยง หากการลงทุนขนาดใหญ่เหล่านี้เกิดความล่าช้า ซึ่งอาจจะส่งผลต่อการลงทุนในภาพรวมของประเทศ ขณะเดียวกันรัฐบาลจะต้องดูแลการเพิ่มรายได้ของรัฐบาลให้เพียงพอต่อการใช้จ่าย ด้วยการขยายฐานภาษีให้มากขึ้นและควบคุมเรื่องความโปร่งใสในการก่อสร้างแต่ละโครงการด้วย

ส่วนการส่งออกในปีนี้จะยังขยายตัว 10% และมีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้นเป็น 11% ในปี 2557 เนื่องจากเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลัก อาทิ จีน มีแนวโน้มดีขึ้น

เอดีบี ประเมินว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยน่าจะอยู่ที่ระดับ 2.75% ซึ่งเป็นระดับที่เหมาะสมแล้ว โดยเห็นได้จากการบริโภคและการลงทุน รวมทั้งภาคการท่องเที่ยวและการส่งออกเริ่มกลับมาดีขึ้น

ส่วนเงินเฟ้อคาดว่าปีนี้จะอยู่ที่ 3.2% และ 3.1% ในปี 2557 เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปี 2555 ขณะที่อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 3% เนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกและราคาสินค้าภายในประเทศไม่ปรับขึ้นมากนัก ขณะที่รัฐบาลได้ขยายเวลาการยกเว้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันสำหรับน้ำมันดีเซลอยู่

สำหรับการเติบโตของเศรษฐกิจในอาเซียนปีนี้ คาดว่าจะขยายตัว 5.4% และ 5.7% ในปี 2557 ซึ่งได้รับอานิสงส์จากเงินทุนที่ไหลเข้ามาลงทุนในเอเชียมากขึ้น โดยคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียปีนี้จะขยายตัว 6.6% และ 6.7% ในปี 2557

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี