
เตือนโลจิสติกส์ปรับตัวเลิกกั๊กข้อมูล
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
จากแผนเตรียมลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมของรัฐบาล ทำให้ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจโลจิสติกส์ ซึ่งถือเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องโดยตรง ต่างตื่นตัวเพื่อเตรียมความพร้อมสู่การขยายธุรกิจรับประชาคมอาเซียน
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) ได้จัดสัมมนาและอบรมผู้ประกอบการโลจิสติกส์ โครงการ Logistics Excellence Training 2013
ภาณุมาศ ศรีสุข ประธานคณะกรรมการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสซีจีดีสทริบิวชั่น บอกว่า ปัญหาใหญ่ที่สุดเรื่องหนึ่งของผู้ประกอบการโลจิสติกส์ไทย คือ การจับมือเชื่อมโยงข้อมูลและใช้เครือข่ายการขนส่งของกันและกัน ทำให้แต่ละบริษัทมีต้นทุนสูง และเกิดค่าเสียโอกาสในการขนส่งมหาศาล
“ตอนนี้แต่ละรายควรเลิกหวงข้อมูล หวงความรู้ของตัวเอง หันมาร่วมมือกันช่วยลดต้นทุนได้มาก ล่าสุดเอสซีจีได้ร่วมกับน้ำตาลมิตรผล เพื่อขนส่งน้ำตาลให้ จากเดิมที่การวิ่งเที่ยวกลับมีสินค้าเพียง 3040% ของคันรถ ก็เพิ่มเป็น 80% ทำให้ไม่เสียเที่ยว ปีหนึ่งวิ่งเป็นหมื่นเที่ยว ระยะทาง 23ล้านกิโลเมตร ปีที่ผ่านมาบริษัทลดต้นทุนไปได้ถึง 110 ล้านบาท”
นอกจากนี้ เอสซีจียังร่วมมือกับเครือสหพัฒน์ ซีพี ออลล์ และบุญรอดบริวเวอรี่ สร้างเครือข่ายการขนส่งสินค้าตามเส้นทางต่างๆ ที่แต่ละรายถนัด และยังใช้ทรัพย์สินบางอย่างร่วมกันเพื่อช่วยลดต้นทุนให้กันเอง
ทั้งนี้ บริษัทโลจิสติกส์ไทยส่วนใหญ่ค่อนข้างเล็กและมีจำนวนน้อย เนื่องจากบริษัทผู้ผลิตนิยมขนส่งด้วยตัวเอง ไม่จ้างบริษัทนอก ดังนั้นบริษัทโลจิสติกส์ไทยในปัจจุบันจึงเก่งเฉพาะด้าน ขาดความรู้ที่หลากหลาย โมเดลการขนส่งของผู้ประกอบการโลจิสติกส์ยุคถัดจากนี้ จึงควรมีทั้งผู้ประกอบการรายเล็กและรายใหญ่รวมตัวกัน รายใหญ่อาจพึ่งรายเล็กได้จากเส้นทางเฉพาะที่รายใหญ่ไม่รู้จัก ขณะที่รายเล็กอาจพึ่งพาแนวคิด วิธีการแก้ปัญหาต่างๆ จากรายใหญ่
การปรับตัวของภาคโลจิสติกส์สู่อาเซียน ต้องประกอบด้วย 2 เรื่อง 1.ปรับมาตรฐานผู้ประกอบการสู่ระดับ World Class Logistics ให้ผู้ประกอบการบริหารงานได้อย่างครอบคลุมและบริการได้มากขึ้น ด้วย 4 วิธี 1.1 การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม 1.2 การให้ทุนแก่ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เพื่อให้พร้อมก้าวไปด้วยกันสู่อาเซียน 1.3 การพัฒนาระบบทรัพยากรบุคคล 1.4 การก้าวไปสู่ระดับภูมิภาค
2.การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ ประกอบด้วย 2.1 การทำให้ไทยเป็นประตูสู่อาเซียน และ 2.2 การพัฒนาการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ ทั้งนี้รัฐควรเดินหน้าทำรถไฟรางคู่ เพื่อเอื้ออำนวยการขนส่งด้วย
ปัจจุบันเอสซีจีมีเครือข่ายพันธมิตรด้านโลจิสติกส์เอสเอ็มอีราว 300400 ราย
ด้าน เนตรปรียา ชุมไชโย รองผู้อำนวยการสำนักธุรกิจบริการและโลจิสติกส์การค้า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ พณ. บอกว่า ผู้ประกอบการโลจิสติกส์จะต้องมี 3C สู่อาเซียน ประกอบด้วย 1.Connectivity การเชื่อมโยงระหว่างกัน 2.Communication การสื่อสาร และ 3.Collaboration ซึ่งหมายถึงการคิดร่วมกัน เพื่อเชื่อมต่อกับผู้ประกอบการรายอื่นได้
“เราอาจกลัวต่างชาติจะเข้ามาบุกลงทุนธุรกิจโลจิสติกส์บ้านเรา ระหว่างที่เรากำลังกลัวก็ควรหาทางออก ด้วยการร่วมมือกันคิด จับมือไปหาช่องทางลงทุน หรือซื้อกิจการโลจิสติกส์ในประเทศเพื่อนบ้าน”
นอกจากนี้ ยังมีหลักอีก 4 ข้อที่ควรนำมาใช้ ได้แก่ 1.Flexibility คือ ยืดหยุ่น ซึ่งบริษัทต่างชาติไม่ค่อยมีลักษณะดังกล่าว 2.Agility คือ ความเร็ว แม้ปัจจุบันจะแข่งขันด้านความเร็วกันสูงอยู่แล้ว แต่อนาคตจะยิ่งแข่งขันกันสูงไปอีก 3.Efficient คือ มีประสิทธิภาพ และ 4.Effective คือ มีประสิทธิผล
ที่สำคัญยังต้องปรับปรุงทักษะของพนักงานในบริษัทด้วย เช่น พาไปอบรมหลักสูตร International Certificate ด้านโลจิสติกส์ เนื่องจากแนวโน้มลูกค้าในปัจจุบันต้องการการบริการที่ดีขึ้นและแปลกกว่าเดิม เช่น ปัจจุบันที่ลูกค้านิยมทุกอย่างให้ “กรีน” หรือรักษาสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่การผลิตไปจนการขนส่งสินค้า
นพพร เทพสิทธา รองประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย บอกว่า ยุทธศาสตร์ด้านโลจิสติกส์ของไทยไม่ได้ระบุถึงมาตรฐานด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชนของประเทศเลย ผู้ประกอบการจึงต้องตอบได้ว่าตัวเองมีมาตรฐานในแต่ละด้านระดับใด หากต้องร่วมมือกับรายอื่นจะทำได้หรือไม่ เพราะมาตรฐานจะเป็นเรื่องสำคัญสำหรับผู้ประกอบการในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) และยุคโลกาภิวัตน์
ผู้ประกอบการต้องเปลี่ยนแนวคิดใหม่ เพราะเมื่อตลาดเปิดกว้างขึ้น จะให้ความถนัดของตัวเองเป็นตัวตั้งสำหรับดำเนินธุรกิจไม่ได้ ต้องให้ความต้องการของลูกค้าเป็นโจทย์หลัก แล้วปรับธุรกิจให้เหมาะสม







